ทนายตั้ม แจงยิบปมถ่ายคู่ ‘บอสกันต์ ดิไอคอน’ บังเอิญเจอ จ่อฟ้องสำนักข่าวดังพาดพิง

21.10.24 | 15:20 น.

ทนายตั้ม แจงยิบปมถ่ายคู่ ‘บอสกันต์ ดิไอคอน’ บังเอิญเจอ จ่อฟ้องสำนักข่าวดังพาดพิง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ตุลาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถ.แจ้งวัฒนะ ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด กล่าวถึงกรณีที่ปรากฏในโซเชียลมีเดียมีรูปถ่ายคู่กับ นายกันต์ กันตถาวร 1 ในผู้ต้องหาคดีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป ว่า ขอชี้แจงว่าเป็นเพราะตนได้ไปออกรายการบันเทิง ซึ่งมีนายกันต์เป็นพิธีกรดำเนินรายการ และตนก็เคยถ่ายรูปกับนายกันต์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในพัทยา ตอนไปเที่ยวกับครอบครัวและเจอกันโดยบังเอิญ แต่ภาพมันนาน 2-3 ปีแล้ว ยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นเพื่อนกับนายกันต์มาก่อน และไม่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว มีเพียงแต่ภรรยาของนายกันต์ที่เคยมาปรึกษาเรื่องทางกฎหมายกับตนเท่านั้น ไม่มีความสัมพันธ์อื่นใด

นายษิทรากล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีสำนักข่าวแห่งหนึ่ง มีการรายงานข่าวอ้างว่าทนายแบรนด์เนม เคยร่วมงานกับบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป รวมทั้งพาดพิงถึงทนายคนอื่นๆ ว่าเป็นขบวนการช่วยเหลือบอสพอล ซึ่งมีเจตนาสื่อถึงตน ถือว่าเป็นการนำเสนอข่าวที่ไร้จรรยาบรรณ เพราะทีมทนายความทุกคนพร้อมเสียสละออกมาช่วยคดีนี้ อีกทั้งตนเองเป็นคนแรกที่แจ้งความดำเนินคดีกับบอสพอลด้วยซ้ำ เพราะผู้เสียหายไม่กล้าออกมาให้ข้อมูล ตนจึงเป็นคนรวบรวมทีมทนายความมาช่วยคดีแก่ผู้เสียหาย แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเดียวกับบอสพอล

นายษิทรากล่าวต่อว่า ตนไม่เคยไปร่วมงานของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป เพราะไม่ได้รู้จักกับบอสพอลมาก่อน อีกทั้งพยานที่นำไปออกในรายการของสำนักข่าวนี้อ้างว่า ตนเองสนิทกับบิ๊กบอสของบริษัท อักษรย่อ ป.อ. มองว่าเป็นเรื่องปัญญาอ่อน เพราะตนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบิ๊กบอส ป.อ.คือใคร ถ้าพยานคนนี้รู้ว่าเบื้องหลังคือบิ๊กบอส ป.อ. แล้วไม่นำพยานคนนี้ไปให้ข้อมูลกับตำรวจ ทั้งๆ ที่มีข้อมูลสำคัญ ไม่ใช่มาผลิตเป็นรายงานข่าวที่ไม่มีมูล และอยากถามว่าพยานคนนี้ไม่กลัวโดนเก็บ หรือกังวลด้านความปลอดภัยหรือ ทำไมไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

“ยืนยันจะฟ้องเอาผิดกับนักข่าวผู้ผลิตสกู๊ปนี้และผู้บริหารของสำนักข่าวนี้ ถึงแม้ภายหลังจะมีการแก้ไขคลิปข่าวแล้ว แต่มองว่าไม่ทันแล้ว เพราะทำให้สังคมเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกเดียวกับบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป และการอ้างว่าผมเองเป็นทนายแบรนด์เนม มองว่าเป็นการทำให้สังคมหมั่นไส้ ทั้งที่เลิกสวมใส่แบรนด์เนมตั้งนานแล้ว ผมรู้สึกน้อยใจ เพราะเป็นตัวเปิดของคดีบอสพอลแต่แรก จึงมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการดิสเครดิตตนเอง” นายษิทรากล่าว

Advertisement

นายษิทรากล่าวอีกว่า การที่เพจโซเชียลกล่าวหาว่า ตนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา ขอท้าให้เพจเหล่านั้นนำพยานหลักฐานมาเปิดเผยกับตนได้เลย ว่าตนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาตรงไหน พร้อมกันนี้ยังได้แสดงรายได้ให้สื่อมวลชนได้ดูว่า ก่อนหน้านี้มีรายได้หลายล้านบาท เลยทำให้มีเงินที่จะซื้อทรัพย์สินต่างๆ ได้ ไม่ได้มาจากธุรกิจสีเทาตามที่กล่าวอ้าง หากไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่กล่าวหาตนมาเปิดได้ก็จะฟ้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด อย่างไรก็ตาม ตนทราบว่าพวกบรรดาแม่ข่ายของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จะต้องถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณออกมาให้การที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ ก็อาจถูกกันไว้เป็นพยานก็ได้ หากข้อมูลนั้นๆ ใช้มัดตัวเหล่าบรรดาบอสได้ อีกทั้งยังสามารถนำคำให้การเหล่านี้ไปใช้พิสูจน์ในชั้นศาลเพื่อให้บรรเทาโทษสถานเบาได้

ส่วนกรณีที่ปรากฏคลิปวิดีโอภาพกล้องวงจรปิดว่า น.ส.อัยดา กันตถาวร หรือพลอย ภรรยาของนายกันต์ กันตถาวร ขับรถนำขบวนรถตำรวจเข้าไปภายในหมู่บ้านก่อนที่นายกันต์จะถูกตำรวจ บก.ปคบ.เข้าจับกุมนั้น ทนายตั้มกล่าวว่า เป็นการพาตำรวจไปตรวจยึดทรัพย์สินภายในบ้าน และตนทราบข่าวว่าภรรยาของนายกันต์ก็จะถูกดำเนินคดีในฐานะเดียวกับแม่ข่าย

สำหรับกรณีรายการของพิธีกรชื่อดัง อักษร ต. ได้มีการให้แอร์ไทม์แก่ผู้บริหารบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป ในการโฆษณาธุรกิจนั้น ทนายตั้มเผยว่า ตนยังไม่ได้ฟังว่าพิธีกรได้มีการเชียร์แค่ไหน แต่โดยปกติถ้าไปออกรายการมักไม่เกี่ยวข้อง นอกจากว่าไปพูดเว่อร์เกิน ดึงคน ชวนคน แบบนี้อาจโดนได้ ทั้งนี้ กรณีของ ว.วชิรเมธี ทราบว่าทนายเดชา เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ ทนายเดชาคงมีพยานหลักฐานพอสมควรถึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ หากไม่มีหลักฐานแล้วไปแจ้งความก็อาจพลาดถูกดำเนินคดีกลับได้