“บิ๊กเต่า” ยัน “อัจฉริยะ” เข้าเรือนจำพร้อมพนง.สอบสวนพบ “โค้ชแล็ปดิไอคอน” จริง – รรท.ผบ.เรือนจำเล็งคาดโทษปมละเมิดพื้นที่
จากกรณีที่นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล ผู้ต้องหาสำคัญในคดีบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ได้ออกมาเปิดเผยว่าบอสพอลออกอาการไม่พอใจอย่างมาก และสั่งให้ลุยดำเนินคดี ม.157 กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) และข้อหาสนับสนุนให้กระทำความผิดกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม หลังทราบว่าระหว่างที่พนักงานสอบสวนกำลังสอบปากคำนายจิระวัฒน์ แสงภักดี หรือโค้ชแล็ป ปรากฏว่านายอัจฉริยะมีพฤติกรรมเข้าไปร่วมรับฟังภายในห้องพนักงานสอบสวนของเรือนจำฯ โดยที่ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี หรือได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายของโค้ชแล็ปแต่อย่างใด ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายอัจฉริยะนั้นได้มีการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ในการที่จะเดินทางเข้าไปในเรือนจำฯพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งอ้างว่าได้รับการประสานจากทางญาติของนายจิระวัฒน์ ว่านายจิระวัฒน์ต้องการที่จะให้ข้อมูลในเรื่องของการที่ตัวเองถูกตำรวจเรียกรับทรัพย์หรืออาจจะเป็นเรื่องของการตั้งนายอัจฉริยะเป็นทนายความเเต่ตนไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดในเรื่องนี้
ซึ่งตนยืนยันว่ามีการยื่นเสนอชื่อขอเข้าเยี่ยมญาติอย่างถูกต้องกับทางเรือนจำฯเรียบร้อยแล้ว ส่วนการที่นายอัจฉริยะเข้าไปร่วมรับฟังภายในห้องพนักงานสอบสวนของเรือนจำฯ โดยที่ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนั้นตนไม่ทราบในรายละเอียด
ด้านนายปราโมทย์ ทองศรี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทัณฑวิทยา รักษาราชการแทนผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดเผยว่า ตนได้รับรายงานเบื้องต้นว่านายอัจฉริยะมีความประสงค์เดินทางเข้าไปเพื่อนำเอกสารไปให้นายจิระวัฒน์ลงนามแต่งตั้งเป็นทนายความ แต่ทางนายจิระวัฒน์ได้ปฏิเสธไม่เอา เพราะแจ้งว่ามีทนายความอยู่แล้ว ส่วนกรณีว่านายอัจฉริยะได้เข้าไปนั่งอยู่ในห้องพนักงานสอบสวนของเรือนจำฯ จริงหรือไม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนพฤติการณ์ของนายอัจฉริยะจะเป็นการละเมิดพื้นที่ของเรือนจำฯหรือไม่ ก็จะต้องไปตรวจทานรายละเอียดภายในหนังสือของพนักงานสอบสวนก่อน ที่สำคัญหากมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่าเป็นการบุกรุกเข้าไปเอง ทางเรือนจำฯก็จะต้องละเว้นการให้เข้าเยี่ยมหรือเข้าพบของบุคคลดังกล่าว
นอกจากนี้อีกประการสำคัญคือต้องสอบถามไปทางพนักงานสอบสวนด้วยว่ามีการอนุญาตให้นายอัจฉริยะเข้าไปภายในห้องสอบสวนของเรือนจำฯจริงหรือไม่ และให้เข้าไปด้วยกันในฐานะใด ซึ่งทั้งนี้ ตนอาจจะได้มีหนังสือส่งไปยังพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งว่ากิจกรรมแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น
