ทนายตั้ม ยังไม่แจ้งความกลับเจ๊อ้อย ยัน 71 ล้านได้ด้วยความเสน่หา รอชี้ขาด หลักฐานในสำนวน

28.10.24 | 12:09 น.

ทนายตั้ม ยันความบริสุทธิ์ ได้เงิน 71 ล้านบาท จากความเสน่หา ทุกคดีสามารถตรวจสอบได้ ให้รอกระบวนการยุติธรรม ไม่หนักใจคดีแต่หนักใจกระแสสังคม

เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 28 ตุลาคม นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ พร้อมภรรยา ได้เดินทางมาที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ในคดีหวย 30 ล้านบาท ที่ตนเองเป็นทนายความให้กับ ร.ต.ท.จรูญ วิมูล หรือหมวดจรูญ ตามหมายนัดศาลที่นัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีหมายเลขดำ อ 1611/2562 หมายเลขแดง ที่ อ 2230/2562 ความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ที่ นายฐนุกร เหลืองใหม่เอี่ยม หรือแผน เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง และคดีที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรีนัดฟังคำพิพากษา คดีที่หมวดจรูญ ยื่นฟ้อง ครูปรีชา ใคร่ครวญ รวมทั้งนางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือ เจ๊บ้าบิ่น และนางพัชริดา พรมตา หรือเจ๊พัช แม่ค้าขายลอตเตอรี่ คดีหมายเลขดำที่ อ.2185/2561 คดีหมายเลขแดงที่ อ.3355/2561 ในข้อหาความผิดฐาน “ร่วมกันเบิกความเท็จ” กรณีที่ทั้ง 3 คน เคยเบิกความชั้นไต่สวนฉุกเฉินในคดีแพ่งขออายัดเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 หมายเลข 533726 จำนวน 30 ล้านบาท

โดยผู้สื่อข่าวได้ขอสัมภาษณ์ทนายษิทรา ถึงประเด็นที่เป็นกระแสร้อนอยู่ในขณะนี้ กรณีที่ถูก น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย เศรษฐีหมื่นล้าน แจ้งความดำเนินคดีนายษิทรา ฐานฉ้อโกงเงิน จำนวน 71 ล้านบาท ซึ่งทนายษิทราได้เปรยกับผู้สื่อข่าวว่า “บอกแต่นักข่าวท้องถิ่นเลยนะเนี่ย”

ผู้สื่อข่าวจึงถามกลับว่า แล้วทำไมไม่บอกส่วนกลาง ทนายษิทราตอบว่า “เดี๋ยวส่วนกลางไปกรุงเทพฯ แล้วค่อยให้สัมภาษณ์” เมื่อถามต่อว่า ที่ไหน? แถลงข่าวไหม? ทนายษิทราตอบว่า “ก็เดี๋ยวนัดหมายไปอีกทีหนึ่ง”

จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นตนไม่ได้หนักใจแต่อย่างใด และขณะนี้อยู่ในช่วงของการรวบรวมพยานหลักฐาน ตอนนี้ให้ทนายความในสำนักงานษิทรา ลอว์เฟิร์ม รวบรวมเอกสารพยานหลักฐานทั้งหมดอยู่ ไม่มีความหนักใจอะไรทั้งนั้น

Advertisement

ต่อข้อถามที่ว่า สังคมตั้งข้อสงสัยว่า จะมีใครเสน่หากันได้มากมายขนาดนี้ ทนายษิทราตอบว่า “มันอยู่ที่หลักฐานในสำนวน บางคนอาจจะไม่เชื่อ แต่ผมจะบอกให้ว่าสิ่งที่ผมพูด ผมยืนยันหนักแน่นทั้งหมดเป็นความจริงทุกคำเวลาให้สัมภาษณ์สื่อ เดี๋ยวรอดูดีกว่า รอดูผลของเรื่องนี้ดีกว่าว่าจะเป็นอะไรอย่างไร”

และว่า “เหมือนกับที่มารอดูผลของคดี (หวย 30 ล้าน) ในวันนี้ ที่อยู่กันมา 6-7 ปี ตั้งแต่วันแรกที่ลุงจรูญถูกดำเนินคดีจนพิสูจน์ความจริงเรียบร้อยเสร็จแล้วผมฟ้องกลับ ฟ้องกลับทั้งฟ้องเท็จ ทั้งแจ้งความเท็จ ทั้งเบิกความเท็จ ทุกคดีบางเรื่องมันต้องใช้เวลาผมเข้าใจ จริงๆ ผมไม่อยากให้สัมภาษณ์ บอกตรงๆ เพราะว่าพูดไปมันก็เท่านั้น ยังไงคนก็ไม่เชื่ออยู่ดี”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังยืนยันว่าเงินจำนวน 71 ล้านบาท ที่ได้มาเป็นเงินจากความเสน่หาหรือไม่ ทนายษิทราตอบว่า “อย่างที่ผมให้สัมภาษณ์ทุกอย่าง ออกรายการผมไม่กล้าไปโกหกผ่านสื่ออยู่แล้ว และผมเป็นทนายความ ผมทำอะไรทุกอย่างผมมีหลักฐาน”

เมื่อถามต่อว่า เสน่หาแบบใดที่เจ้าของเงินแจ้งความในข้อหาฉ้อโกง ทนายษิทราตอบว่า “อันนี้ผมไม่ทราบ ก็ต้องไปพิสูจน์กันว่าสิ่งที่เขามาดำเนินคดีผมเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เดี๋ยวเค้าคงไปให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผมบอกก่อนเลยว่าผมไม่รีบไปให้การ เพราะผมกลัวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีเวลาทำงานน้อย ถ้าผมไปมอบตัวเร็ว เดี๋ยวคดีมันจะได้แค่ 4 ผัดแค่นั้น โดยผมจะรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกถึงจะไป”

ส่วนจะแจ้งความกลับเจ้าของเงินหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังจะไม่ดำเนินคดีกับผู้ใดทั้งสิ้น แต่อนาคตก็แล้วแต่ ก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง พิสูจน์ความบริสุทธิ์ตัวเอง

ต่อข้อถามที่ว่า แล้วจะมีการติดต่อเจรจากับเจ้าของเงินหรือไม่ ทนายษิทราตอบว่า “ผมไม่มีการติดต่อไป บอกตรงนี้เลย ผมไม่เคยติดต่อไปทั้งทางคนใกล้ตัวเขา ทางเลขาฯ เขา หรือตัวของพี่อ้อยเอง ผมไม่มีการติดต่อไป ณ เวลานี้”

ถามต่อว่าอยากอยากฝากอะไรถึงคุณอ้อยบ้าง ทนายษิทราตอบว่า ต้องบอกอย่างนี้ว่าตัวตนถูกโฉลกกับคนที่ถูกรางวัลใหญ่ๆ อย่างที่ตนเป็นทนายให้กับหมวดจรูญในคดีหวย 30 ล้าน ทำให้ตนมีชื่อเสียง อย่างพี่อ้อยก็ถูกรางวัลใหญ่ที่ต่างประเทศ ก็ให้เงินให้ทองตน ตนก็ถูกโฉลกกับคนแบบนี้แหละ เอาง่ายๆ ฟ้าลิขิตไว้แล้ว

ต่อข้อถามกรณีเงิน 71 ล้านบาท เสียภาษีอย่างไร ทนายษิทราตอบว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องภาษีเพราะเป็นทนายความ ขณะนี้ตนโดนตรวจสอบภาษีอยู่ เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบอยู่ ตอนที่เงินเข้ามาตนได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบแล้ว ส่วนการเสียภาษีอยู่ระหว่างประเมิน ซึ่งโดยปกติจะเสียภาษีประมาณ 5% จากรายได้

“แต่ปัจจุบันยังไม่ได้เสียภาษี เนื่องจากกำลังประเมินอยู่ แต่เป็นจำนวนเงินเท่าไรผมไม่ทราบ เพราะผมโดนตรวจสอบอยู่ เขาก็จะคิดไปทีเดียวเลยว่าทั้งหมดมีเท่าไหร่อะไรยังไง แต่ทุกอย่างมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ไปหมดแล้ว” ทนายตั้มกล่าว

กรณีที่เกิดขึ้นตนหนักใจกระแสสังคมอย่างเดียว พูดไปตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเชื่อ แต่ตนโดนเรื่องนี้หลายรอบแล้ว ช่วงที่ทำคดีหวย 30 ล้าน ปี 61-62 ตอนนั้นก็มีคนมากล่าวหาตนต่างๆ นานา หรือตอนที่ตนทำเรื่องโครงการจัดซื้อไบโอเมตริกซ์ กับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร. ผมก็โดนหมายจับ หรือตอน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ตนก็กลายเป็นทนายสีเทา ทุกอย่างตนก็ผ่านมาทั้งหมดแล้ว เรื่องพวกนี้ตนเลยไม่ได้มีความหนักใจอะไรมาก

กรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ ระบุว่า เงินจำนวนดังกล่าวนำไปซื้อบ้านหลังละ 46 ล้านบาท โดยใส่ชื่อภรรยาของทนายตั้ม ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทนายษิทราตอบว่า มันก็เป็นสิทธิของตนว่าตนจะไปจัดการอะไรยังไง

ถามต่อว่าอยากฝากอะไรถึงนายสนธิหรือไม่ ทนายษิทราตอบว่า ไม่ฝากอะไรถึงพี่สนธิดีกว่า แต่ตามที่ลั่นวาจาเอาไว้แล้วกัน เมื่อถามต่อว่าที่นายสนธิพูดว่า ความจริงมีหนึ่งเดียว ที่จะทำให้คนชั่วฉิบหายได้ ทนายษิทราตอบว่า ก็รอดูต่อไปแล้วกัน ตนถึงบอกไงว่าเรื่องนี้ต้องดูกันไปยาวๆ

ส่วนกรณีที่ไฮโซปอ-ตนุภัทร ออกมาแฉว่า ทนายดังหักหลังคดีแตงโม แนะแนวทางสู้ในทางที่ผิด ซ้ำเรียกเงินจำนวนมาก ทนายษิทราตอบว่า “ไร้สาระทั้งนั้น ไอ้พวกนี้ถือโอกาสตอนที่ผมกำลังทัวร์ลง”

ส่วนเรื่องที่ นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของนายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือบอสพอล ผู้ต้องหาคดีดิไอคอนกรุ๊ป อ้างว่า 1 ในทนายดรีมทีมรีดเงิน 7 ล้าน ทนายษิทราปฏิเสธที่จะตอบในเรื่องนี้