‘อัจฉริยะ’ แจงแทนทนายดัง กรณีเคยมีคดีพรากผู้เยาว์ พร้อมให้กำลังใจหลังคาดได้เจอ ‘บอสพอล’ ในเรือนจำ
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เปิดเผยกับสื่อมวลชนกรณีที่ ทนายความชื่อดังที่กำลังตกเป็นประเด็นเรื่องเงินหลักสิบล้านกว่าบาทในเวลานี้ หลังเคยมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องคดีพรากผู้เยาว์ว่า จากที่มีเพจโซเชียลขุดประเด็นว่าทนายชื่อดังคนดังกล่าวเคยมีคดีพรากผู้เยาว์มาก่อน ได้รับอนุญาตจากทนายคนดังกล่าวให้มาชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งคดีเกิดขึ้นเมื่อปี 2543 ขณะนั้นยังใช้ชื่อเก่าอยู่ ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับลูกตำรวจที่เป็นเยาวชน ร่วมกับบุคคลอื่น รวม 4 คน โดย 3 คนถูกออกหมายจับ ส่วนทนายคนดังกล่าวมอบตัวเอง แต่คดีที่เกิดขึ้นอัยการสั่ง “ไม่ฟ้อง” คดีจึงถึงที่สุด และออกกฎหมายลบล้างมลทินจนลบประวัติออกไป ทำให้เขารับใบอนุญาตทนายความได้เมื่อปี 2547
นายอัจฉริยะกล่าวว่า ส่วนคดีความที่ทนายคนดังกล่าวถูกกล่าวหาเรื่องเรียกรับผลประโยชน์ช่วยเหลือทางคดีเกี่ยวกับยาเสพติด 2 คดีก่อนหน้านี้เป็นคดีที่ตนเคยร้องเรียนเพื่อเอาผิดกับทนายคนดังกล่าวอยู่ 1 คดี แต่จบไปแล้ว เพราะอัยการทุจริตภาค 7 สั่งไม่ฟ้อง คงเหลือคดีที่ตนเคยร้องเรียนเมื่อปี 2561 ที่ทนายร่วมมือกับตำรวจ สภ.แห่งหนึ่งใน จ.สมุทรสาคร เรียกรับผลประโยชน์ในคดียาเสพติด ซึ่งคดียังค้างอยู่ที่อัยการทุจริตภาค 7 มานานถึง 4 ปี ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคดีถึงค้างนาน อยากให้อัยการเร่งสรุปคดีโดยเร็ว เพราะไม่งั้นจะถือเป็นการกระทำที่ทุจริต
“ที่ออกมาพูดประเด็นดังกล่าว เป็นเพราะมีสื่อมวลชนมาสอบถาม ผมคุยกับทนายคนดังกล่าวแล้วว่า ถ้ามีสื่อมวลชนมาถามเกี่ยวกับทนายจะอนุญาตหรือไม่ ทนายก็อนุญาตให้พูดได้ เนื่องจากรู้เกี่ยวกับทนายเป็นอย่างดีในหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวข้องกับคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงเงินลูกความ 71 ล้านบาท รวมทั้งประเด็นเรื่องรถและเงิน 39 ล้านบาทก็ทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี แต่มองว่าเป็นเรื่องคดีความ จะไม่พูดถึงประเด็นดังกล่าวเพื่อเป็นการซ้ำเติมเหมือนบุคคลอื่น เพราะถือเป็นการกระทำที่ไม่มีคุณธรรม” นายอัจฉริยะระบุ
นายอัจฉริยะกล่าวอีกว่า ไม่ได้รักหรือไม่ได้เกลียดทนายคนที่ถูกกล่าวหา การจับมือกันในวันนั้นเป็นเพียงแค่การยุติคดีที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้มีเรื่องฟ้องร้องกันอีก แต่ถือโอกาสมาวันนี้เพราะในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาถูกโจมตีและถูกกล่าวหามาโดยตลอด เมื่อถึงคราวของทนายคนดังบ้าง ใครทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องรับสภาพกรรมนั้นและความจริงก็คือความจริง เน้นย้ำว่าที่ออกมาพูดไม่ใช่เป็นการแฉ แต่เป็นการพูดตามที่สื่อมวลชนต้องการอยากรู้และทนายซึ่งเป็นผู้รู้กฎหมายก็ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง รวมทั้งต้องยอมรับความเป็นจริง ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก
นายอัจฉริยะกล่าวว่า สิ่งที่ทนายพูดในรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับเรื่องเงิน 71 ล้านบาท เป็นการเตี๊ยมกับพิธีกร ตอนที่ได้ยินก็ได้แค่ยิ้มในใจ หลังจากนี้เชื่อว่าทนายน่าจะโดนออกหมายจับในระยะเวลาอันใกล้คดีเกี่ยวกับฉ้อโกง ซึ่งได้พูดให้กำลังใจทนายคนนั้นเพียงแค่ว่าอาจจะได้เข้าไปอยู่กับ นายวรัตน์พล วรัทย์วรกุล หรือ บอสพอล ในเรือนจำ ส่วนที่เหลือทนายคนนั้นจะจัดการยังไงต่อ โดยเฉพาะเรื่องทางกฎหมายก็เชื่อว่าน่าจะรู้ตัวเอง แต่ส่วนตัวขอตั้งประเด็นทิ้งท้ายเอาไว้ว่าที่ผ่านมาทนายต่อสู้รบกับนักการเมืองหลายๆ คน รวมทั้งอดีตนายตำรวจระดับสูงไปเพื่ออะไร เพราะก็ทราบดีว่าทนายคนนี้รับงานมาเพื่อโจมตีบรรดานักการเมืองและอดีตนายตำรวจ จึงอยากจะฝากเตือนว่า หากคิดจะเล่นงานใครต้องขาวบริสุทธิ์จริงๆ เพราะมิเช่นนั้น ดาบนั้นจะคืนสนอง
นายอัจฉริยะกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ตนเข้าไปในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขอชี้แจงว่า เข้าไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มีหนังสือถูกต้องถึงผู้บัญชาการเรือนจำเกี่ยวกับกรณีที่ นายจิระวัฒน์ แสงภักดี หรือ โค้ชแล็ป กล่าวอ้างว่า ตำรวจเรียกเงิน 9 ล้านบาท ซึ่งวันนี้พาพยานที่แจ้งเบาะแสมาพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) เพื่อให้ตรวจสอบว่าบุคคลใดที่ไปแอบอ้าง ทั้งนี้เชื่อว่าไม่มีตำรวจกองบังคับการปราบปรามไปเรียกรับเงินเนื่องจากคดีที่เกิดขึ้นเป็นคดีใหญ่ คงไม่มีตำรวจรายใดกล้าไปทำแบบนี้ ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นมิจฉาชีพที่รับสมอ้างว่าช่วยเหลือทางคดีได้และเข้าไปหลอกลวงผู้ต้องหา
นายอัจฉริยะระบุว่า เข้าไปในเรือนจำในวันนั้นด้วยเจตนาสุจริต เนื่องจากหากเข้าไปเองก็เข้าไปได้ผ่านทางภรรยาของโค้ชแล็ป แต่อยากให้มีตำรวจเข้าไปร่วมรับฟังจากปากของโค้ชแล็ปเอง ในวันนั้นพาคนที่มาร้องไปด้วย เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าทำไปโดยสุจริต นอกจากนี้ ยังพาคนร้องเรียนไปพบเจ้าหน้าที่สำนักงานจเรตำรวจเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และเห็น นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความบอสพอล ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเป็นเรื่องจริง แม้จะมีการเรียกเงินจริงก็เชื่อมั่นว่าไม่น่าจะใช่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม เพราะการเรียกรับเงินไม่ได้เรียกรับกับโค้ชแล็ปโดยตรง แต่ผ่านมากับคนสนิทของโค้ชแล็ป ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
กรณีฟ้องสำนักข่าวและนักข่าวที่นำเสนอข่าวนี้ไปนั้น นายอัจฉริยะกล่าวว่า เป็นเพราะการลงข่าวทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและเสียหาย รวมทั้งส่งผลกระทบต่อลูกสาว ซึ่งความจริงแล้วไม่อยากจะฟ้องนักข่าวคนไหนเลย เพียงแต่ว่าข้อเท็จจริงที่ถูกนำเสนอไปส่งผลกระทบต่อตัวเองอย่างมาก ทำให้สังคมรุมประณามตน จึงอยากจะชี้แจงผ่านสื่อมวลชนว่า หากมีข้อสงสัยขอให้โทรมาสอบถามได้ยินดีจะให้ข่าวทุกกรณี และวิงวอนว่าขอให้ยุติการนำเสนอประเด็นนี้ได้แล้ว

