ปล่อยตัวชั่วคราว แก๊ง ตร. ร่วมกับพลเรือน อุ้มรีดเงินชาวจีน 300 ล้าน น.1 สั่งจัดการเด็ดขาด

31.10.24 | 22:12 น.

น.1 สั่งการเด็ดขาดดำเนินคดี 9 ตำรวจ 3 พลเรือน อุ้มรีดชาวจีน 300 ล้าน ไม่มีละเว้น


สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายชาวจีนได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ ร.ต.อ. หัวหน้าชุดตรวจค้นกับพวก รวม 10 คน ในความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่, เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตฯ” ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ตามคดีอาญาที่ 2175/2567

ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ และ พล.ต.ต.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบช.น. ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว และสั่งการให้ บก.น.2 มีคำสั่งที่ 244/2567 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2567 แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน

จากการสืบสวนและสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน พบภาพจากกล้องวงจรปิดยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุกลุ่มผู้ต้องหาได้นัดรวมตัวกันที่ร้านวัสดุแห่งหนึ่ง ใกล้ห้างสรรพสินค้าย่านบางนา จากนั้นได้พากันเดินทางไปยังบ้านบ้านพักผู้เสียหาย อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยมีภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่ที่บริเวณทางเข้าหมู่บ้าน และที่ติดตั้งอยู่ที่สถานที่ทำงานของชุดตรวจค้น ยืนยันการเดินทางเข้าไปตรวจค้นที่บ้านและนำตัวผู้เสียหายและบุคคลภายในบ้านที่เกิดเหตุมาที่สถานที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อทำการข่มขู่เรียกให้ผู้เสียหายโอนเงิน และหลังจากที่ผู้เสียหายโอนเงินแล้ว ยังตรวจพบภาพจากกล้องวงจรปิดในเส้นทางที่เดินทางมาที่สถานที่ทำงานได้บันทึกภาพเอาไว้ มีบุคคลไม่ทราบชื่อนำเงินสดใส่ในถุงสีแดง มาส่งให้กับกลุ่มผู้ต้องหา

Advertisement

อีกทั้งยังพบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาที่เชื่อมโยงว่า หลังจากผู้ต้องหาได้รับโอนเงินจากผู้เสียหายแล้วได้มีการโอนให้แก่ผู้ต้องหารายอื่นบางคนด้วย โดยผู้เสียหายมีการโอนเงินให้กลุ่มผู้ต้องหา 3 ครั้ง เป็นเงินสกุลดิจิทัล USDT คิดเป็นเงินไทยรวมประมาณ 5,600,000 กว่าบาท

แต่ปรากฏว่า วันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ระหว่างการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา จำนวน 3 ราย พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนทราบ โดยผู้ต้องหาทั้ง 3 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ขอให้การภายหลังเป็นหนังสือเป็นเวลา 15 วัน

ต่อมา เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ร่วมกันไปยื่นคำร้อง ขอหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 9 คน ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวน 6 นาย และศาลได้อนุมัติให้ออกหมายจับผู้ต้องหา ในข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานร่วมกัน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่, เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต,ร่วมกันกรรโชก”

และ ประชาชน จำนวน 3 คน ในข้อหา “ร่วมกันสนับสนุนเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด ในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่, ร่วมกันสนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต,ร่วมกันกรรโชก”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกันทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาตามหมายจับของ ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จำนวน 7 ราย โดยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 6 นาย และประชาชน 1 ราย นำส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง ดำเนินคดีตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงได้ทำการแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ

ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ขอให้การภายหลังเป็นหนังสือเป็นเวลา 15 วัน โดยผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีเงินสดและที่ดินเป็นหลักประกัน และคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ในชั้นสอบสวน

คดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานส่งสำนวนการสอบสวนให้ ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่รับคำร้องทุกข์ สำหรับผู้ต้องหาอีก 2 ราย ได้ให้ฝ่ายสืบสวน บก.น.2 และ บก.สส.บช.น. ติดตามตัวจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วต่อไป