บุกรวบ 2 หนุ่มญี่ปุ่น แก๊งยากูซ่า ก่อคดีกรรโชกทรัพย์ หนีกบดานรีสอร์ต ชลบุรี

6.11.24 | 12:37 น.

บุกรวบ 2 หนุ่มญี่ปุ่น แก๊งยากูซ่า ก่อคดีกรรโชกทรัพย์ หนีกบดานรีสอร์ต ชลบุรี  อุ้มซ้อมข้ามคืนก่อนบังคับกินอุจิ


เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. เปิดเผยว่าตามนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ให้เร่งรัดปราบปรามอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. ,พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.บช.น. พ.ต.ต.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. , พ.ต.ต.วศิน อินทร์แก้ว สว.ฝอ.บก.สส.บช.น. นำกำลัง บก.สส.บช.น. ร่วมกันสืบสวนทราบว่ามีผู้เสียหายชาวญี่ปุ่นแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.พญาไท และ สน.โชคชัยว่าถูกขบวนการเถื่อน 3 คน ร่วมกันอุ้มพาไปเข้าเซฟเฮ้าส์ลับ ก่อนรีดเงิน 300,000 บาท อ้างว่าเป็นค่าดำเนินการทำวีซ่าที่ด่านปอยเปตซึ่งทางผู้เสียหายมีเงินไม่พอจ่ายเงินไปให้กับกลุ่มคนร้ายไปได้เพียง 135,000 บาท กลุ่มผู้ต้องหายังไม่พอใจได้พาตัวผู้เสียหายไปบริเวณทุ่งหญ้าทำทีข่มขู่จะฆ่าหมกป่า ก่อนจะพาตัวไปกักขังไว้ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่าน ถ.เกษตรนวมินทร์ ลงมือซ้อมผู้เสียหาย “ตลอดคืน” ก่อนบังคับให้ผู้เสียหายกินอุจาระเพื่อรีดเงินเพิ่ม โชคเข้าข้างที่ผู้เสียหายอาศัยจังหวะที่กลุ่มผู้ต้องหาเผลอติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่น จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาช่วยเหลือไว้ได้ หลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้แจ้งความที่ สน.โชคชัย และ สน.พญาไท

พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า บก.สส.บช.น. สืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 คือ 1.นายนิกิ ฟุกุ อายุ 45 ปี สัญชาติญี่ปุ่น , 2.นายโทมิกิ อาซาอิ อายุ 26 ปี สัญชาติญี่ปุ่น และ 3.นายเปา (สงวนชื่อและนามสกุล) อายุ 35 ปี สัญชาติไทย และสืบทราบพฤติกรรมพบกลุ่มคนร้ายว่าเคยก่อเหตุทำร้ายร่างกายคู่กรณีบนสถานีตำรวจต่อมาออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ต่อมา นายเปา ผู้ต้องหาชาวไทยถูกจับกุมตัวเวลาต่อมา แต่ผู้ร่วมขบวนการชาวญี่ปุ่นอีก 2 รายยังหลบหนีจึงนำทีม บก.สส.บช.น.ลงพื้นที่ติดตามสืบทราบว่านายนิกิ มีพฤติกรรมชอบเสพกัญชาเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะกัญชาสูตร “3king” และสืบทราบว่าผู้ต้องหาชาวญี่ปุ่น 2 คนหลบหนีไปกบดาลตามรีสอร์ตแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.ชลบุรี จึงนำกำลังลงพื้นที่ไปตรวจสอบ โดยครั้งแรกหาไม่พบแต่ได้กลิ่นกัญชาจึงตามรอยกลิ่นพบห้องต้องสงสัย 2 ห้องติดกันจึงเข้าไปตรวจสอบพบผู้ต้องหาทั้งสองจึงควบคุมตัวไว้ ตรวจค้นพบอุปกรณ์การเสพกัญชาและเงินสดของนายนิกิ จำนวน 130,000 บาท จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลาง และขยายผลในชั้นจับกุมพบว่านายนิกิ มีความสนิทสนมกับนายเปา ผู้ร่วมก่อเหตุชาวไทย มีการให้เงินกับนายเปาไปแล้วหลายร้อยล้านบาท

พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวอีกว่าในชั้นจับกุมนายนิกิ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาให้การว่า “ตนเองไม่เกี่ยวข้องใดๆกับเรื่องนี้ดังกล่าวทั้งสิ้น และยืนยันว่าไม่ได้บังคับให้ผู้เสียหายกินอุจจาระและไม่ได้เป็นผู้ลงมือทำร้ายร่างกายที่หลบหนีเพราะทนายสั่งให้หลบหนี โดยยอมรับว่าชอบประเทศไทยมากเพราะตอนที่ชอยู่ชประเทศญี่ปุ่นเคยถูกจับเรื่องกัญชามาแล้วกว่า 4 ครั้งจึงนำเงิน 1 พันล้านเยนมาที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยเพราะอยากเสพกัญชาและคนไทยน่ารัก ปัจจุบันทำธุรกิจกัญชา และธุรกิจขนส่งข้ามประเทศ โดยรู้จักกับนายเปา จากร้านกัญชาแห่งหนึ่งก่อนตัดสินใจร่วมลงทุนต่างๆตามคำแนะนำซึ่งรวมแล้วให้เงินนายเปาไปทั้งหมด 135 ล้านบาทจนปัจจุบันเริ่มจะคิดได้ว่าน่าจะถูกนายเปา หลอกสูบเลือดสูบเนื้อปัจจุบันนายเปา ก็เข้าไปอยู่อาศัยในบ้านละแวกนวลจันทร์ส่วนตนหลบหนีคดีไปอยู่ตามรีสอร์ตในพื้นที่ต่างจังหวัด”

Advertisement

พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวว่า “จากการพฤติการณ์ก่อเหตุของกลุ่มคนร้ายถือว่า อุกอาจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย และยังส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งการขยายผลได้ข้อมูลว่าคนร้ายชาวญี่ปุ่น 2 รายมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยแล้วประกอบอาชีพขายกัญชาและยังทำธุรกิจการขนส่งไปยังประเทศต่างแดนมีเงินหมุนเวียนในขบวนการหลายร้อยล้านบาท ทำให้ต้องตั้งข้อสังเกตไปถึงธุรกิจที่ผิดกฎหมาย หลังจากนี้จะมีการขยายผลโดยละเอียด หลังจับกุมขยายผลนำตัวพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สน.พญาไท ดำเนินคดี

แหล่งข่าวเปิดเผยว่าสอบสวนนายฟุกุ ปฎิเสธว่าไม่ได้เป็นยากูซ่าแต่รับว่าเป็นนักธุรกิจจากองค์กรใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น ด้วยความชอบส่วนตัวในเรื่องกัญชาจึงย้ายมาอยู่ประเทศไทย มาลงทุนทำธุรกิจ ขายตู้คอนเทนเนอร์ช่วง 6เดือน ที่ผ่านมาช่วงอยู่ในประเทศไทยโดนคนหลอกเงินลงทุนไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 1,500,000,000 ล้านเยน หรือประมาณ 330,000,000ล้านบาท และกำลังจะลงทุนเปิดร้านขายกัญชา ส่วนนายโทมิกิ รู้จักกับนายฟูกุ ผ่านทางโซเชียลตั้งแต่ประมาณปลายปี 2566 เพราะว่าชื่นชอบกัญชาเหมือนกันจึงมาช่วยงานเป็นบางครั้งบางคราวปัจจุบันไม่มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง