เปิดใจ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ผบ.ตร.คนที่15 ยุคอินฟลูเอนเซอร์-แต่งตั้งโยกย้ายไม่กินเลือดกินเนื้อกันเอง
หมายเหตุ – พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.คนที่ 15 ได้เปิดห้องพรหมนอก อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้มติชนสัมภาษณ์ ถึงนโยบายการบริหารงานและบริหารบุคคล โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้
-
เลข 15 ดีหรือไม่
ไม่ได้คิดว่าจะมาเป็น ผบ.ตร.คนที่ 15 จะเป็นคนที่ 14, 15, 16 ก็ไม่ได้คิดเลย แล้วเลข 15 ดีไหม ณ เวลานี้ถือว่าเป็นมงคลกับตัวเอง เป็นเลขที่ดี
-
15 นโยบายการบริหารงาน ที่ได้ประชุมผู้ใต้บังคับบัญชาทั่วประเทศเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน เรื่องใดที่ถือเป็น ควิกวิน
การปรับมายด์เซตต้องรีบทำ อยากจะเน้นเรื่องการปรับทัศนคติ ค่านิยม และความคิด ที่เรียกว่า มายด์เซตของตำรวจ อยากให้ปรับความคิด เราเป็นตำรวจ มีหน้าที่การงานที่ควรทำ เรามีธรรมะที่ควรจะนำมาไว้เป็นแนวทางการปฏิบัติ เป็นตำรวจที่สวมใส่เครื่องแบบอันมีเกียรติ หน้าที่ของเราคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อยากให้ตำรวจทุกคนปรับมายด์เซตตัวเองว่าหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ต้องดูแลพี่น้องประชาชน อะไรที่เกิดเรื่องพี่น้องประชาชน อะไรที่เป็นทุกข์ของพี่น้องประชาชน ตำรวจควรจะรีบเข้าไปแก้ไขทันที ช่วยเหลือทันที ให้เขารู้สึกอุ่นใจ และเขาก็จะรักตำรวจ แล้วก็เชื่อมั่น
นโยบาย ควิกวิน เรื่องนโยบายการปราบยาเสพติด และอาชญากรรมเทคโนโลยี เป็นเรื่องเร่งด่วน ตอนนี้ตัวผมแม้เป็น ผบ.ตร. แต่เป็น ผอ.ศูนย์ ของ 2 เรื่องนี้อยู่ แบ่งเบาภารกิจของรอง ผบ.ตร. และจเรตำรวจแห่งชาติมาด้วย ต่อไปคืออาชญากรรมข้ามชาติ ที่คนต่างชาติเข้ามาประกอบอาชีพผิดกฎหมาย เป็นนอมินีมาเอาเปรียบคนไทย เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ปัญหา เรื่องการปรับปรุง สิทธิสวัสดิการตำรวจ ก็เป็นเรื่องที่ต้องรีบทำ และดูแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาผิดกฎหมายแล้วทำผิดกฎหมายในประเทศไทย เป็นเรื่องที่เราต้องทำ
-
การแต่งตั้งนายพลใหญ่ ตั้งแต่ พล.ต.ท.-พล.ต.อ. จะนำเข้า ก.ตร.วันที่ 20 พฤศจิกายนใช่หรือไม่
การแต่งตั้งจะเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และกฎ ก.ตร. โดยจะเป็นไปตามกลุ่มสายงานมาตรา 83, 84 ในส่วนของระดับ ผบช.ที่ต้องพิจารณา คำนึงถึงหลักอาวุโสความรู้ความสามารถ ทุกคนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนมีสิทธิได้รับการพิจารณา
โดย ผบ.ตร.เสนอชื่อเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองระดับ ตร. เมื่อมีมติแล้วจะนำเสนอรายชื่อสู่ ก.ตร. ที่จะพิจารณาต่อว่า บัญชีรอง ผบช.ขึ้นเป็น ผบช.ที่เสนอมาถูกต้องหรือไม่ คำนึงหลักอาวุโส 50% ประกอบความรู้ความสามารถ โดยพิจารณาตัวบุคคล ที่จะนำมาใช้ประโยชน์กับสถานการณ์ด้วย ซึ่งแต่ละคนมีความสามารถ แต่ตำแหน่งมีน้อยคือว่าง 14 ตำแหน่ง กลุ่มที่อยู่หลัง 50% มีจำนวนมากจะแข่งขันกันในตำแหน่งที่น้อยลง
-
การแต่งตั้งนายพลที่ผ่านมา ส.ส.ฝ่ายค้านจะอภิปรายในสภา มีเด็กฝาก เด็กเส้น
ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไรจากใคร อยู่ระหว่างการพิจารณาถึงหลักกฎหมาย กฎ ก.ตร. ที่บัญญัติไว้ อย่างที่บอกผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกคนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ แต่ตำแหน่งมีน้อย การวิพากษ์วิจารณ์ไม่มีผู้บริหารคนไหนหนีพ้นแน่นอน เพราะมีผู้สมหวังและผู้ผิดหวัง แต่เราต้องยืนหยัดในหลักการที่ถูกต้อง เพื่อทำให้การบริหารงานบุคคลมีประสิทธิภาพ ที่จะทำให้การทำงานของตำรวจ ในระดับผู้นำหน่วย คือ ผู้บัญชาการ, ผู้บังคับการ สามารถขับเคลื่อนตามนโยบายของ ผบ.ตร.ได้ดี
อย่างไรก็ตามในวันให้นโยบายเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ได้บอกไว้ว่าหากผลการพิจารณาเป็นเช่นไรทุกคนต้องทำงาน แต่ถ้าทำงานไม่ได้ ผมจะใช้อำนาจ ผบ.ตร. ที่จะสับเปลี่ยนคนที่เรามองว่าในเมื่อได้รับโอกาสแล้วไม่ใช้โอกาสที่เป็นประโยชน์ในการทำงานตามวัตถุ ประสงค์หรือนโยบายที่ผมตั้งไว้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนไม่ได้ จะใช้มาตรการทางการปกครองพิจารณาสับเปลี่ยนเอาคนอื่นที่เห็นว่าดี เก่ง ลงไปทำ เพื่อพิสูจน์ตัวตน แต่ถ้าไม่ดีอีกก็หมุนกันไป ผมเชื่อตัวคนมากกว่าตำแหน่ง
แต่แน่นอนย่อมหนีไม่พ้นการถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตำหนิ ถูกคิดไปในทางลบ ซึ่งไม่สามารถไปห้ามได้ แต่อย่าลืมว่าตำแหน่งมีเพียงนิดหน่อย
อย่างรอง ผบช. มีคุณสมบัติครบถ้วน 79 คน เรียงตามอาวุโส 50% จากที่ว่าง 14 ตำแหน่ง คือ 7 คน เพราะฉะนั้น คนที่ 8-79 รวม 72 คน ต้องถูกพิจารณาเพียงแค่ 7 คนเท่านั้น แล้วใน 72 คนมีการครองตำแหน่งที่มากน้อย แต่ต้องไม่ลืมว่าถึงจะครองตำแหน่งที่น้อยสุด ก็คือผู้มีคุณสมบัติครบตามกฎหมาย ทุกคนย่อมมีโอกาส หากมีความรู้ความสามารถเป็นที่รู้จัก จะเป็นรอง ผบช.มา 2 ปี 3 ปี 4 ปี ทุกคนคุณสมบัติครบ แต่ตำแหน่งมีน้อย
ใครที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสำหรับตำแหน่งนั้นอย่างไรก็เป็นเรื่องของเหตุและผลที่สามารถชี้แจงได้ ก็อยากให้เห็นแบบนี้ว่าตำแหน่งมีน้อยคนมีเยอะ ทุกคนมีคุณสมบัติครบหมด แต่จะพิจารณาอย่างไร

-
นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประกาศที่เวทีหาเสียง จ.อุดรธานี ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจครั้งนี้จะไม่มีการเสียเงิน
โดยหลักคิดและในเส้นทางการเจริญเติบโตมาของผม โดยที่ไม่ต้องมีใครมาพูด ผมไม่ให้มีเรื่องการเสียเงินเสียทอง เพราะการทำเช่นนั้นคือการทำร้ายองค์กร เป็นการกินเลือดกินเนื้อกันเอง ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้น
แต่ถ้าผมรู้ว่าผู้บังคับบัญชาท่านใดกระทำแบบนั้นผมเอาเรื่องแน่นอน เพราะฉะนั้นหากมีท่านใดเสนอความเห็นว่าการแต่งตั้งของตำรวจจะไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นหลักการที่เราคิดอยู่แล้วและไม่ควรเกิดขึ้นอยู่แล้ว อีกทั้งเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างนั้นการแต่งตั้งโยกย้ายนายพล แบ่งเป็น 2 ขยัก คือ บัญชีแรกนายพลใหญ่ และนายพลเล็ก ถูกต้อง ระดับ พล.ต.ท.-พล.ต.อ. จะดำเนินการก่อน เนื่องจากว่าการแต่งตั้งมีความล่าช้า ปกติแต่งตั้ง ผบ.ตร. ต้องทำให้เสร็จสิ้นเดือนกรกฎาคม นายพลทั้งหมดต้องทำให้เสร็จก่อนวันที่ 30 สิงหาคม แต่เนื่องจากปัญหาการประกาศใช้กฎ ก.ตร. ทำให้ล่าช้า 3 เดือนกว่า เพราะฉะนั้นจึงต้องแต่งตั้งระดับ พล.ต.ท.-พล.ต.อ.ก่อน
หลังจากนั้น พล.ต.ท.ที่เป็น ว่าที่ผู้บัญชาการ ต้องไปเลือกแม่ทัพขุนพลของตัวเอง ทำหน้าที่ในกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ซึ่งกฎหมายได้กำหนดขั้นตอนไว้ชัดเจนในกฎหมาย และกฎ ก.ตร. ต้องดำเนินการมาให้ถูกต้อง
-
ก.ตร.ให้เพิ่มกลุ่มสายบริหาร ให้กับ ผบช.-ผกก. และหัวหน้าสถานี มีผลดีอย่างไร
ทุกอย่างเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ปี 2565 บัญญัติเป็นกรอบปฏิบัติให้ตำรวจทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ การที่ ก.ตร.ได้มีมติ นั่นคือ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติปี 2565 กำหนด มี 5 กลุ่มสายงาน ได้แก่ กลุ่มบริหาร, กลุ่มอำนวยการ, กลุ่มสืบสวน, กลุ่มปราบปราม และกลุ่มเฉพาะทาง จะมีเอื้อได้อยู่สองกลุ่มคือ กลุ่มสืบสวนและกลุ่มปราบปราม
นอกนั้นใครอยู่กลุ่มไหนเติบโตในกลุ่มสายนั้น แต่ด้วยปัญหาบริหารบุคคลมีการร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) แล้วมีผลวินิจฉัยเป็นระยะๆ มีผลให้ ก.ตร.และสำนักงานตำรวจชาติ พิจารณาทบทวนแก้ไขตามคำวินิจฉัย โดยเปิดล็อกให้เพิ่มกลุ่มสายงานบริหาร เพื่อให้เจริญก้าวหน้าไปได้อย่างเป็นธรรมตามหลักนิติธรรมและความเสมอภาค เท่าเทียมกัน ซึ่งบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ น่าจะเป็นเรื่องที่ดี
เพราะฉะนั้น ระดับ พล.ต.ต.ขึ้นไป ตอนนี้ได้เพิ่มกลุ่มสายงานบริหาร กลุ่มสายงานหนึ่งอาจจะไปอยู่อีกกลุ่มหนึ่งก็ได้ ถูกหยิบไปพิจารณาในกลุ่มสายงานบริหารได้โดยทั่วหมด
แต่อย่าลืมว่า ในการแต่งตั้งของผู้มีอำนาจ ต้องคำนึงถึงหลักอาวุโสที่เรียงกัน และความรู้ความสามารถ ดูตามประวัติและความประพฤติ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่กลุ่มสายงานใดก็ตาม และต่อไปเมื่อพิจารณารองผู้บังคับการถึงผู้กำกับให้เพิ่มกลุ่มฝ่ายบริหารด้วย
-
นโยบายให้ผู้บัญชาการและผู้บังคับการเป็นอินฟลูเอนเซอร์เป็นอย่างไร
เป็นความคิดที่อยู่ในใจมานานแล้ว ต้องขอบคุณผู้มีอิทธิพลต่อประชาชนและได้รับเรื่องทุกข์ร้อนของประชาชนมาแก้ไขปัญหา แต่อยากจะบอกว่าบุคคลที่เรียก อินฟลูเอนเซอร์ เวลารับเรื่องทุกข์ร้อนก็จะทำให้สังคมรับรู้ เอาผู้เสียหายมา เอากลุ่มเกี่ยวข้องพูดกันเดี๋ยวทะเลาะกันบ้างไม่ทะเลาะบ้าง แต่สุดท้ายก็กลับมาที่ตำรวจอยู่ดีเพราะมีหน้าที่และอำนาจ ถ้าไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการอื่นก็อาจจะเชิญไปออกรายการก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่ว่ากัน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงซึ่งผมเคยเจอกรณีที่ บช.ก.มาแล้ว ดังนั้นถ้าไม่อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง และทำให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเสียหายจากข้อมูลที่เป็นเท็จ ท่านต้องรับผิดชอบ
อย่าลืมว่าผมชื่นชมแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงแห่งความเป็นจริง และไม่ทำให้หน่วยงานใดเสียหาย แต่สุดท้ายก็กลับมาที่ตำรวจอยู่ดี ผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราเอาแบบนั้นมาทำเองไหม จึงมีความคิดว่า อินฟลูเอนเซอร์ มี 4-5 คน แต่ผมมีผู้บัญชาการเป็นหน่วยปฏิบัติถึง 10 คน
หน่วยสนับสนุนการปฏิบัติอีก 5 คน เป็นระดับผู้บัญชาการรวม 15 คน มีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอีก 76 คน บวกผู้บังคับการของนครบาลอีก 9 คน และที่สำคัญผมมีหัวหน้าสถานีตำรวจที่เป็นระดับสารวัตร สารวัตรใหญ่และผู้กำกับการ อีก 1,484 คน และมีผู้กำกับการในกองวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้ง บช.ก., บช.ท., บช.สตม. เกือบ 200 คน รวมกันแล้วเกือบ 2,000 คน
ผมจึงมีมุมมองว่าถ้าใช้ประโยชน์จากลูกน้องของเราเอง โดยต้องปรับมายด์เซตก่อนว่าเขาพร้อมจะเป็นไหม สังเกตหรือไม่ว่าไม่ว่าจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ภาคเอกชนก็มีไม่กี่คดี ที่จะเอามาให้ตำรวจทำทั้งคดีเล็ก กลาง และใหญ่
แต่พอเรามีเกือบ 2,000 คน จะมีกี่คดี ที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ ไม่เยอะ เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ได้
พอเราปรับมายด์เซตตำรวจแล้ว เอาตำรวจมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์เอง เราสามารถออกรายการใดรายการหนึ่งซึ่งต้องแสวงหาความร่วมมือต่อไป เช่น สมมุติว่ารายการตำรวจคลายทุกข์ ขออาศัยพื้นที่รายการให้ตำรวจไปนั่ง ขณะที่ ผบช., ผบก. อยู่กับที่ ใช้พื้นที่ของตัวเองทำในสิ่งที่ควรจะทำ โดยผมกำลังจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา ทำในพื้นที่ตัวเองสักจุดหนึ่ง แล้วใครทุกข์ร้อนไปที่นี่ ถ้าไปหา ผบก.ภ.จว. แล้วบอกว่าไม่ได้เกี่ยวกับตัวเอง ผบก.โดน
เพราะฉะนั้นต้องรับไว้ทั้งหมดเพราะตัวเองเป็นตำรวจ แล้วประสานกับตำรวจที่เกี่ยวข้อง เช่น ชาวต่างชาติทำธุรกิจผิดกฎหมาย มารังแกข่มขู่ ผบช.หรือ ผบก. บอกว่าไม่เกี่ยวตัวเอง ก็ต้องประสาน ผบช.ทท.ให้ได้ หรือประสานไปยังภูธรจังหวัดที่เกี่ยวข้อง โดยออกอากาศให้สังคมเห็นเลยว่าตำรวจเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่เอาแสง แต่ตำรวจเปลี่ยนไป นั่นคือรับเรื่องทั้งหมดแล้วส่งลงไปให้กับตำรวจพื้นที่ แล้วผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงรับลูกจากอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นตำรวจ มาแก้ปัญหา โดยให้ผู้ที่เดือดร้อนมานั่งกับตัวเองเลย ทำให้ประชาชนหันมาหาเรา อันนี้คืออินฟลูเอนเซอร์ของตำรวจ
สำหรับที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะใช้กองสารนิเทศเป็นตัวหลัก แล้วจะประชาสัมพันธ์ออกไปว่าถ้าใครที่เดือดร้อนไปไหนไม่ได้ให้มาที่นี่ ใครโดนรังแกให้มาหาเรา ไม่ต้องไปหาใคร ให้กองสารนิเทศเหมือนทำรายการ ให้ผู้เสียหายมาที่นี่เลย และให้ตำรวจในท้องที่มาด้วย ทำไมถึงไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ ตำรวจทุกคนก็ต้องปรับตัวเองไปสู่นโยบายที่ผมต้องการ แล้วผลลัพธ์ก็จะไปสู่ประชาชนอย่างอัตโนมัติด้วย นี่คือความคิดที่จะก้าวไปสู่การเป็น อินฟลูเอนเซอร์ตำรวจ
-
แนวคิดแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสานต่อ ผบ.ตร.คนก่อนที่จะให้ตำรวจชั้นประทวนขึ้นเป็นสัญญาบัตรจากอายุ 53 ปี ขยับเป็น 50 ปี และให้มีผู้ช่วยทูตตำรวจประจำมาเลเซียหรือไม่
ผมห่วงใยตำรวจมากๆ เลย ที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์คาร์บอมบ์แฟลต, คาร์บอมบ์หน้าสถานีตำรวจ และลักลอบทำร้าย ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสูญเสียไปหลายรายแล้วอยากให้ปัญหาเหล่านี้จบโดยเร็วและเข้าสู่กระบวนการสมานฉันท์ เพราะนี่คือประเทศไทยของเรา แล้วจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า เพราะจังหวัดชายแดนภาคใต้มีทรัพยากรที่สวยงามน่าท่องเที่ยวมาก ลำพังตำรวจหน่วยงานเดียวแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องบูรณาการทั้งวิธีปฏิบัติและยุทธวิธีเข้าช่วยกัน
ผมกำลังให้สำนักงานกำลังพลพิจารณาอยู่ว่า การให้ดาบตำรวจลื่นไหลเป็นสัญญาบัตร จาก 53 ปี เป็น 50 ปี จะทำได้มากน้อยแค่ไหน โดยวิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย หากทำในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วพื้นที่อื่นจะมีความรู้สึกหรือไม่ หรือเกิดผลกระทบต่อการบริหารงานบุคคลหรือไม่ คงต้องดูให้รอบคอบก่อน
เช่นเดียวกับการตั้งผู้ช่วยทูตตำรวจประจำมาเลเซีย ก็ต้องพิจารณาเช่นกันแต่วิธีทางการทูตนั้นดีมากซึ่งผมก็เห็นด้วย ดังนั้นการจะวิเคราะห์ตำแหน่งว่ามีอัตราผู้ช่วยทูตตำรวจหรือไม่เป็นเรื่องน่าสนใจ ต้องรีบพิจารณา เพราะเหตุที่เกิดขึ้นการเจรจาทางการทูตเป็นเรื่องที่สำคัญ และมีความจำเป็น โดยส่วนตัวเห็นด้วย แต่ต้องมาวิเคราะห์ว่าจะกำหนดตำแหน่งนี้ได้หรือไม่ แล้วถ้ากำหนดแล้วจะมีผลดีต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือพื้นที่อย่างไร
-
ITA หรือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐในส่วนภาพรวม ตร.ได้คะแนนถึง 85.52 จากปีที่แล้วได้ 58.8 แต่สถานีตำรวจทางหลวงยังสอบตกอยู่จะปรับปรุงอย่างไร
ถ้าเกิดจากความไม่ใส่ใจ ไม่ปฏิบัติตามตัวชี้วัด ได้มีการหารือแล้วว่าจะส่งผลต่อการบริหารงานบุคคลด้วย แต่อีกมิติหนึ่งถ้าไม่ผ่านก็ต้องมีการรีวิว ให้หัวหน้าหน่วยงานนั้นดำเนินการให้ครบถ้วน ตามข้อชี้แนะ แล้วประเมินผ่าน
หน่วยงานไหนที่ประเมินแล้วได้ดีก็ต้องต่อยอด ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ เข้าสู่โหมดดีมาก
คิดเล่นๆ ว่าถ้าผ่านประเมินดีมากหมดเลยตำรวจก็สบายใจเวลาบริหารงานบุคคล ก็ไม่ต้องคิด แต่ถ้าไม่ผ่านก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง
ส่วนตัวมองว่าควรจะเอาเรื่องนี้มาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลด้วยในอนาคต ซึ่งหัวหน้าหน่วยทุกคนควรจะเอามาเป็นองค์ประกอบปฏิบัติให้เหมือนกัน มอบให้ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง จเรตำรวจแห่งชาติ ไปจัดการในส่วนของหน่วยงานที่สอบไม่ผ่าน และต้องมีการหารือหัวหน้าหน่วยระดับ บก.และ บช.ด้วย ว่าเรื่องบริหารงานบุคคลเอาอย่างไร
-
มีข่าวจะล้างไพ่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ PCT จริงหรือไม่
ขณะนี้ศูนย์ยังมีอยู่ การดำรงของศูนย์นี้ตั้งแต่ยุค พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล เป็น ผบ.ตร.แล้ว แต่ไม่มีชุดสืบสวน และชุดปฏิบัติการเลย เพราะป้องกันการวิพากษ์วิจารณ์ว่าชุดนี้จะไปแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบ หรือไปทำอะไรไม่ดี จึงยกเลิกชุดปฏิบัตินี้ไป เหลือแต่เพียงส่วนบังคับบัญชา ส่วนอำนวยการ ส่วนประชาสัมพันธ์ ที่ไม่เกี่ยวกับส่วนสืบสวนสอบสวน ซึ่งงานสืบสวนสอบสวนได้ย้ายไปอยู่ที่กองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) แล้ว เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่และไม่ทับซ้อนกันว่าชุดนี้เป็นของ สอท. ชุดนี้เป็นของ PCT
ต่อมาเมื่อผมมาเป็น ผอ.ก็มีแต่ชุดวิเคราะห์ข่าวเพื่อสนับสนุนข้อมูลให้กับ สอท.ไปปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและมีแนวคิดการทำไซเบอร์วัคซีน ในเชิงของการป้องกันมากกว่าการไปปราบปรามเอง เพราะมีหน่วยปราบปรามอยู่แล้วจะได้ไม่ทับซ้อนในการปฏิบัติ
แต่จากนี้ไปจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ายุบเลยหรือไม่ ก็ต้องดูความจำเป็นว่า การกำกับดูแลในระดับ ตร.ที่จะไปดูแล สอท., บช.ก., ภาค 1-9 และ บช.น.นั้น ตร.มีความจำเป็นต้องตั้งศูนย์ PCT เพื่อไปกำกับดูแลหรือไม่อย่างไร แต่ในฐานะที่เป็นผมเป็น ผอ.ศูนย์ สถิติ การปฏิบัติ การวิเคราะห์ ถ้าเราไม่มีเซ็นเตอร์ ตัวเลขเหล่านี้จะกระจัดกระจาย ไม่มีหน่วยใดเป็นจุดรวบรวมเลย การวิเคราะห์ต่างคนต่างทำ ทั้งที่ผู้กระทำเป็นกลุ่มเดียวกันแต่ไม่มีความเชื่อมโยง 
และตอนที่เกิดศูนย์ PCT ขึ้นมายังไม่มี บช.สอท. แต่ขณะนี้มีแล้ว ก็ต้องมาวิเคราะห์ว่า สอท.ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองหรือยัง ที่จะเป็นศูนย์กลางแทนศูนย์ PCT ถ้าสามารถไปได้ก็ยุบ PCT แต่ถ้าไม่สามารถรองรับเป็นศูนย์กลางของระบบการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้ ศูนย์ PCT ต้องดำรงไว้ ขอเวลาอีกนิดจะทราบว่าต้องยุบหรือไม่ หลังแต่งตั้งรอง ผบ.ตร.ครบทุกตำแหน่งใช้เวลาไม่นานเดี๋ยวจะรู้ สำหรับผมเองมองว่าศูนย์ใดที่ไม่จำเป็นก็ต้องยุบเพื่อไม่เกิดมีมุมมองว่าตั้งมาเพื่ออะไร แต่ต้องตั้งมาเพื่อเนื้องานเท่านั้นและต้องไม่เพิ่มภาระให้รอง ผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร.มากเกินไป
-
ฝากบอกถึงประชาชนที่เกลียดตำรวจอย่างไรบ้าง
เราอยู่ในโลกยุคโซเชียลมีเดียการที่ประชาชนเห็นจริง ท่านเกลียดไปเลยเพราะคนที่ท่านเกลียดคือคนที่ทำผิดจริง และต้องโดนลงโทษด้วย เพราะไม่อาจปิดกั้นความคิดและความรู้สึกคนได้ ตัวผมเองก็ยอมรับความรู้สึกนั้นโดยดุษฎีว่าท่านกำลังเกลียดตำรวจที่ทำไม่ดี แล้วปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่ดีจริงๆ แต่ยังมีตำรวจมีอีกเยอะที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนจากตัวตนของเขา
แต่บางทีการเกลียดเนื่องจากเสพข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง จึงอยากใช้การไตร่ตรองให้ดี แต่ยังไงก็ตามความเกลียดนั้นเป็นเรื่องปกติของมนุษยชาติย่อมเกิดขึ้นได้ทุกคน แต่อยากให้ใช้ความรู้สึกที่ว่าตำรวจกำลังจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ทำงานเพื่อประชาชน เอาตรงนั้นมาเปลี่ยนแปลงความเกลียดได้ ขอให้ไตร่ตรองด้วยความรอบคอบโดยเฉพาะในโลกยุคโซเชียลต้องมีวิจารณญาณที่สูงมากในการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะวิพากษ์วิจารณ์
-
อยากให้คนมีภาพจำ ผบ.ตร.คนที่ 15 อย่างไร
เป็นคำถามที่ยากต่อความรู้สึกตัวเองมากๆ เพราะเป็นคนที่ไม่อยากให้ใครมาจำผมเลย อยากทำงานตามหน้าที่ที่มี จริงๆ ผมก็เป็นตำรวจทั่วๆ ไปแต่ด้วยหน้าที่และบทบาทที่ถูกมอบหมายเป็นภาระที่หนักและต้องรับผิดชอบสูงมาก ดังนั้นคิดว่าภาระและความรับผิดชอบที่มาก แล้วเราทำไปตามตัวตนของเราตามสิ่งที่ปรารถนาจะทำไปเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ สิ่งที่สำเร็จเหล่านั้นจะทำให้คนจดจำโดยอัตโนมัติเอง
ถ้ามาจำในมุมมองของผม เป็นคนรักองค์กรมาก มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กรมาก และยืนยันว่าผู้ใดจะมาล่วงละเมิดสถาบันที่ผมยึดถือไว้คือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มิได้เด็ดขาด นี่คือปณิธานที่ตั้งไว้
ส่วนจะจำผมในมิติอย่างไร อาจเป็นคนเฟรนด์ลี่ แต่ถ้าขนาดโหดร้าย หรือแกล้งใครนั้นไม่มี ยืนยันว่าได้ทำงานที่รับผิดชอบ เพื่อนำพาองค์กรไปสู่ทิศทางที่ต้องการ แล้วให้ชาวบ้านอ้าแขนและกอดเราได้อย่างเต็มใจ โดยไม่ต้องบอกว่าแกล้งกอดผมหน่อยนะ ผมจะขอถ่ายรูป
ถ้าอยู่ในตำแหน่งครบสองปี อยากให้จดจำว่าผมทำงานไปสู่ความสำเร็จได้ แต่ไม่รู้ว่าจะอยู่ในตำแหน่งนี้ได้นานแค่ไหน ไม่เคยคิดว่าได้สองปีแน่นอน ทำทุกวันให้มีคุณค่า ให้เกิดความสำเร็จในสิ่งที่เราพึงปรารถนาก็พอใจแล้ว

