อี้-ต้นอ้อ เข้าให้ข้อมูลตร. คาใจทนายดังโน้มน้าวปชช.ลงทุนสถานปฏิบัติธรรมโยงเชื่อมจิตหรือไม่

20.11.24 | 17:17 น.

อี้-ต้นอ้อ ตบเท้าเข้าให้ข้อมูลเพิ่ม กรณีเอาผิดทนายดัง พร้อมตั้งข้อสงสัยเคสโน้มน้าวโยมอุปัฏฐากโน้มลงทุนสถานปฏิบัติธรรมที่น่าน โยงเชื่อมจิตหรือไม่

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายแทนคุณ จิตต์อิสระ หรืออี้ แทนคุณ ประธานชมรมสันติประชาธรรมและ น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง พร้อมด้วยนายอรรณพ บุญสว่าง หรือทนายเป้ง เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ป. เพื่อให้การเป็นพยานในกรณีที่ทนายคนหนึ่ง บิดเบือนมติมหาเถรสมาคมที่ 424/2567

นายแทนคุณระบุว่า วันนี้ตนเดินทางมาให้การเพิ่มในกรณีที่ตนได้เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับทนายดังไว้ เกี่ยวกับเรื่องของการบิดเบือนมติมหาเถระสมาคม 424 / 2567 ที่เคยตัดสินไปแล้วว่าการเชื่อมจิตไม่มีอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ตัวทนายได้มีการบิดเบือนโดยโพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊ก 3-4 ครั้ง จึงเห็นได้ว่าพฤติการณ์ชัดเจนว่าต้องการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย หลักการสำคัญและหลักการปกครองของสำนักสงฆ์

ซึ่งศาลมีคำสั่งห้ามไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพ คลิปหรือโพสต์ต่างๆ ของน้องวัย 8 ขวบ ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 67 แต่เมื่อวันที่ 30 กันยายน 67 ทนายดังยังมีการนำรูปน้องวัย 8 ขวบออกมาเผยแพร่ จึงได้นำพยานหลักฐานมาให้พนักงานสอบสวนพิจารณา แต่ทนายคนดังกล่าวกลับมีการพูดกับสื่อว่า “ศาลไม่ได้สั่งห้ามผม”

ซึ่งในวันพรุ่นนี้ (21 พฤศจิกายน) ตนได้มีการประสานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และขอพบในเวลา 10.00 น. เพื่อยื่นเรื่องนี้ให้ตรวจสอบ เนื่องจากทาง พม.เป็นเจ้าภาพ ที่จะสามารถดำเนินคดีในเรื่องของการขัดคำสั่งของศาล และจะเป็นเจ้าภาพในการไปยื่นเรื่องที่สภาทนายด้วย

Advertisement

นายแทนคุณ ยังเปิดเรื่องใหม่อีกว่า ทนายคนดังกล่าวได้ไปโน้มน้าวให้โยมอุปัฏฐากลงทุนสถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งที่อยู่ จ.น่าน ที่ตนได้ตั้งข้อสงสัยว่า เงินบริจาคต่างๆ ที่เข้าไปมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มกระบวนการเชื่อมจิตด้วยหรือไม่ จึงได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ นำมาให้เจ้าที่ตำรวจตรวจสอบ

ทั้งนี้ยังอยากให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งตอนนี้จะมีการดำเนินคดีกับพระครูปลัดธีรธนัชณฤทธา เมตตฺตธมฺโม (เสาวภาคย์โชติรส) หรือพระครูปลัดธีระ พระปีนเสา ให้ขยายผลในการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการปราบปราม เนื่องจากเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม

ขณะที่ น.ส.ชลิดากล่าวว่า ในส่วนของตนมาตามความคืบหน้าในประเด็นเรื่องที่ทนายคนดังกล่าว นำรถของลูกความไปจำนำ โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นการนำไปจำนำ แต่เป็นการกู้ยืมเงินแล้วนำทรัพย์ไปวาง โดยที่รถยังติดไฟแนนซ์ ซึ่งเป็นเหมือนการแนะช่องทางให้ลูกความกระทำผิดกฎหมาย จึงนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงต้องปกปิดทรัพย์ดังกล่าว โดยในวันที่ผู้เสียหายนำรถไปจำนำ ได้เดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาไปจังหวัดสระแก้ว ที่หน้าลานมัน พร้อมยืนยันว่าขณะนี้ได้เตรียมเงินเพื่อไถ่ถอนรถคืนไว้แล้ว ขณะนี้จึงต้องการเห็นความชัดเจนจากทนายคนดังกล่าว ว่ามีรถคืนให้ลูกความจริงหรือไม่ ฉะนั้นจึงต้องขอให้ตำรวจช่วยติดตามความชัดเจนว่า รถคันดังกล่าวอยู่ที่ใดกันแน่ รถคันดังกล่าวถูกนำไปจำนำที่ใด หรือมีขบวนการอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้หรือไม่

นอกจากนี้การที่ทนายคนดังกล่าว พูดผ่านการไลฟ์สดว่า ลูกความซึ่งเป็นผู้เสียหายต้องการมาออกสื่อ เพื่อเรียกร้องให้นำรถคืนมาโดยไม่จ่ายเงินนั้น ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้ เตรียมเงินไถ่ถอนรถไว้พร้อมแล้ว เพื่อนำรถไปคืนไฟแนนซ์ และจะได้นำบ้านออกจากการถูกบังคับคดียึดทรัพย์ พร้อมทิ้งท้ายว่า อย่าลีลา อย่าปิดบังซ่อนเร้นว่าทรัพย์อยู่ที่ใด อย่าอ้างว่าเป็นการกู้ยืมเงิน อย่าเฉไฉใส่ร้ายลูกความตัวเอง เนื่องจากทางด้านลูกความมีพยานหลักฐานทุกอย่างพร้อมยืนยัน อย่าใช้ความเป็นนักกฎหมายขู่ไล่ฟ้องผู้อื่น