ตั้งกรรมการสอบ ผกก.บางซื่อ ปมรับแจ้งความ ทนายตั้ม อ้างเจ๊อ้อย ถูกโกง39 ล้านบาท
วันที่ 24 พฤศจิกายน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. ลงนามคำสั่ง กองบัญชาการตำรวจนครบาล 364/2567 ลงวันที่ 21 พ.ย.67 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง
เมื่อวันที่ 8 พ.ย.2567 ได้ปรากฏข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก เพจบิ๊กเกรียน โพสต์ข้อความว่า “ผกก.สน.บางชื่อ เชื่อมโยงโกงเงินพี่อ้อย 39 ล้านบาท ควรตอบให้กระจ่าง”
ผบช.น.ได้มีบันทึกสั่งการมอบหมาย พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น. ดูแลงานจเรตำรวจเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าว ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงปรากฏว่าพฤติการณ์การกระทำของข้าราชการตำรวจดังต่อไปนี้
มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย พ.ต.อ.ภูวดล อุ่นโพธิ ผกก.สน.บางซื่อ พ.ต.ท.สุพัฒน์ หนูแก้ว สว.(สอบสวน) สน.บางชื่อ กรณีเมื่อวันที่ 23 พ.ค.2566 เวลาประมาณ 12.33 น. นางสาวสารินี นุจนารถ ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.บางชื่อ ให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดจนถึงที่สุด คดีมี พ.ต.ท.สุพัฒน์ รับแจ้งไว้เพื่อดำเนินการสอบสวนต่อไป
ซึ่งในการแจ้งความครั้งนี้ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด (ทนายตั้ม) ได้โทรศัพท์ประสานมายัง พ.ต.อ.ภูวดล หัวหน้าสถานีตำรวจ ให้ช่วยอำนวยความสะดวกแก่นางสาวสารินี โดย พ.ต.อ.ภูวดล กับนายษิทรา รู้จักกันมาประมาณ 5 ปีก่อนเกิดเหตุ ทุกครั้งที่นายษิทรา หรือคนของนายษิทรา จะมาแจ้งความที่ สน.บางชื่อ นายพิทรา จะมีการประสานงานมายัง พ.ต.อ.ภูวดล ก่อน
นอกจากนี้ ปรากฏว่า หลังรับแจ้งความ พ.ต.ท.สุพัฒน์ ไม่ดำเนินการสอบสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ปล่อยระยะเวลาเนิ่นนาน อาจทำให้ไม่พบพยานหลักฐานหรือพยานหลักฐานอาจถูกทำลายตามที่ผู้เสียหายกล่าวอ้าง หรือทำให้ไม่ทราบว่าพยานหลักฐานที่ผู้เสียหายนำมาแจ้ง ความเป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการตั้งข้อกล่าวหา
ประกอบกับข้อมูลตามรายงานสืบสวนปรากฏว่า ไม่พบประวัติการโอนตามที่ น.ส.สารินี แจ้งความ โดยช่วงเวลาที่มีการแจ้งความนั้น กระเป๋าเงินที่ถูกกล่าวอ้างว่ารับโอนเงินยังไม่มีการทำธุรกรรมใดๆ ซึ่งกระเป๋าเงินดังกล่าวมีการทำธุรกรรม
ภายหลังการแจ้งความ จำนวน 6 ครั้ง ไม่ตรงกับที่ น.ส.สารินี แจ้งความ ถือว่า พ.ต.ท.สุพัฒน์ ไม่ทำการสอบสวนเพื่อให้ได้ความแน่ชัดว่ามีคดีอาญาเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เป็นการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 419/2556 ลงวันที่ 1 ก.ค.2556 เรื่อง การอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญา การทำสำนวนการสอบสวน และมาตรการควบคุมคุม ตรวจสอบ เร่งรัดการสอบสวนคดีอาญา
ประกอบคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 182/2556 ลงวันที่ 17 มี.ค.2566 เรื่อง การรับแจ้งความร้องทุกข์ การบริหารคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการมอบหมายอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบให้รองผบ.ตร. ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศอปส.ตร.)
กรณีนี้ หากสอบสวนแล้วไม่ปรากฏว่า ความผิด และไม่มีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่ต้องสืบสวนสอบสวนต่อไป พนักงานสอบสวนอาจมีความเห็นงดการสอบสวนหรือเห็นควรให้งดการสอบสวนเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นพิจารณา แต่ พ.ต.ท.สุพัฒน์ หาดำเนินการเช่นนั้นไม่ ส่วน พ.ต.อ.ภูวดล ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและเป็นผู้สั่งการ พ.ต.ท.สุพัฒน์
ขณะปฏิบัติหน้าที่เวรสอบสวนให้ลงบันทึกประจำวันรับแจ้งเหตุดังกล่าว โดยมิได้กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนอย่างใกล้ชิดเพียงพอ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 พ.ค.2566 เวลาประมาณ 12.33 น. ณ สน.บางชื่อ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร
อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ม.117 และม.179 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน เพื่อสืบสวนในเรื่องดังกล่าว ประกอบด้วยบุคคลดัง พ.ต.อ.ทินกร สมวันดี
รองผบก.อก.บช.น. เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะกรรรม พ.ต.อ.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล ผกก.(สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการดำรตำรวจนครบาล 2 พ.ต.ท.กิตติศักดิ์ จูสกุลวิจิตร์ สว.(สอบสวน) สน.พหลโยธินพ.ต.ท.ธนกฤษ เฟื่องสังข์ สว.(สอบสวน) (หัวหน้างานคดี) สน.ประชาชื่น เป็นและเลขานุการ ร.ต.อ.พชรพล เพ็ชรโสม รอง สว.(สอบสวน) สน.ประชาชื่น กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการสืบสวน ดำเนินการสืบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จริง พ.ศ.2556 ให้แล้วเสร็จ แล้วเสนอสำนวนการสืบสวนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
อนึ่ง ถ้าคณะกรรมการสืบสวน เห็นว่ากรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในคำสั่งนี้ หรือกรณีที่การสืบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการผู้อื่นและคณะกรรมการสืบสวนพิจารณาในเบื้องตันแล้วเห็นว่า ข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำในเรื่องที่สืบสวนนั้นอยู่ด้วย ให้ประธานกรรมการรายงานมาโดยเร็ว



