สายหยุด เผย เหตุถอนทำคดี ทนายตั้ม สู้ไม่ไหว คืนเงินค่าจ้าง หมดแล้ว
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน ด้านทนายสายหยุด เพ็งบุญชู อดีตทนายความของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนหลังไปออกรายการโหนกระแส พูดถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทนายสายหยุดจะยกเลิกการว่าความให้กับนายษิทรา โดยยอมรับว่าตนเองได้ยุติการบทบาทการเป็นทนายความให้กับนายษิทราแล้วนั้น เป็นจริงตามกระแสข่าวที่ปรากฎ
หลังจากที่พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาทนายตั้มในคดีเงิน 39 ล้านบาทที่เจ๊อ้อยเพิ่งแจ้งความดำเนินคดีไปเป็นคดีที่ 4 ซึ่งเมื่อตนทราบข่าวและได้ปรึกษากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในคดี รวมถึงทราบว่าจะมีการรวมคดีดังกล่าวเข้าไปกับคดีเก่าอีก 3 คดีที่ได้ทำไว้ ซึ่งจะทำให้เป็นคดีฟอกเงิน จากเดิมซึ่งเป็นแค่คดีฉ้อโกง ส่วนตัวตนมองว่านายษิทราสู้ไม่ไหว จึงขอให้นายษิทรารับสารภาพและคืนเงินเจ๊อ้อยในส่วนนี้ พร้อมย้ำว่าสาเหตุหลักที่ยุติบทบาทคือเรื่องแนวทางที่แตกต่างกัน
กระบวนการยุติบทบาททนายความของตัวเองนั้น ตนได้เข้าไปแจ้งให้นายษิทราทราบช่วงเช้าวันนี้แล้ว ส่วนในการแต่งตั้งทนายนั้นไม่ได้ยื่นในชั้นศาล เป็นแต่งตั้งทนายเพื่ออาศัยสิทธิ์ในการเข้าเยี่ยมเท่านั้น ในเรื่องของค่าจ้างทนาย ตนได้รับมาแล้วก็จะส่งคืนให้นายษิทราไปตามสัดส่วน ยืนยันว่าไม่มีทะเลาะกันเรื่องเงิน ทำแค่ไหนหักแค่นั้น
ส่วนอีก 3 คดี ตนมองว่ายังสามารถต่อสู้ได้ แต่นายษิทรายืนยันว่าจะสู้ทุกคดี จึงตอบกลับไปว่าหากจะสู้ทุกคดี ส่วนตัวคงเป็นทนายความให้ต่อไม่ได้ เนื่องจากแนวทางการทำคดีไม่ตรงกัน ตอนนี้จึงถือว่ายุติบทบาทการทำคดีให้กับทนายตั้มแล้ว
ในส่วนที่นายษิทรายืนยันว่าจะต่อสู้คดีต่อนั้น มองว่านายษิทราอาจจะมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ แต่ต้องบอกว่า เนื่องจากนายษิทราอยู่ในเรือนจำจึงไม่ได้รับรู้ข่าวสารภายนอกมากนัก ในขณะที่ตนอยู่ข้างนอกและเห็นข้อมูลผ่านสื่ออยู่ตลอด และเป็นข้อมูลใหม่ที่มีความชัดเจนในคดีมาก และจะสามารถแตะทุกขั้นตอนที่เข้าข่ายการทำความผิดได้
ทนายสายหยุดยังเผยอีกว่า นายษิทราเคารพการตัดสินใจของตน เหมือนที่ตนก็เคารพการตัดสินใจของเขา ส่วนท่าทีของนายษิทรานั้นก็มีความเครียดและกังวลบ้างเป็นธรรมดา
แต่นายษิทราพอทราบมาบ้างแล้วจากญาติๆว่า ตนจะหยุดว่าความให้ เพราะส่วนตัวก็เคยบอกไปว่าหากเล็กมาให้ปากคำเมื่อไรว่า ได้ให้เงิน 20 ล้านบาทกับนายษิทรา แล้วนายษิทราจะปฎิเสธว่าอย่างไรว่าไม่เกี่ยวข้อง
ซึ่งตามข่าวที่ปรากฏมีทั่งการลงบันทึกประจำวันที่ สน.บางซื่อ ให้นำรถไปรับเงิน และขอธนบัตรใบใหม่ ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับคดีและเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งตนเองและญาติก็ได้เข้าไปรายงานนายษิทราเป็นระยะอยู่แล้ว
ส่วนเอกสารที่อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต ออกมาเปิดเผยเอกสาร บางส่วนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นสาเหตุที่ทำให้ทนายสายหยุดยุติบทบาทนายความหรือไม่นั้น ทนายสายหยุด ยอมรับว่าเรื่องเอกสารก็เป็นส่วนหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด
ซึ่งตนได้เห็นเอกสารที่อาจารย์ปานเทพเปิดเผยที่รายการโหนกระแสก่อนหน้านี้แล้ว โดยได้สังเกตเห็นเอกสารที่อาจารย์ปานเทพออกมาเปิดเผย และได้เทียบกับเอกสารที่ตนมี ซึ่งไม่ตรงกัน โดยเอกสารที่ถืออยู่นั้นเป็นเพียงฉบับร่าง ไม่มีลายมือชื่อของคู่สัญญาซึ่งตนไม่ได้นำไปอ้างใช้และไม่ได้ส่งให้กับตำรวจ
เนื่องจากที่ได้ขอเวลาตำรวจไว้แล้วว่าขอ 15 วัน ถึงจะอ้างเอกสารประกอบคดีให้กับทนายตั้ม แต่เมื่อเห็นว่าเอกสารไม่เหมือนกันจึงทำให้ไม่แน่ใจว่าเอกสารที่ถืออยู่นั้นเป็นต้นฉบับหรือไม่ ซึ่งหากไม่ใช่ต้นฉบับและนำไปอ้างใช้ก็กลายเป็นว่านายษิทราจะมีความผิดเพิ่ม รวมถึงตนก็จะมีความผิดไปด้วย ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่เคยปรึกษาด้านคดีกับอาจารย์ปานเทพ เพราะอาจารย์ปานเทพไม่ใช่ติวเตอร์ของตน
สำหรับเอกสารดังกล่าวได้นำไปถามนายษิทราแล้ว โดยนายษิทราอ้างว่า อาจจะแค่เคาะแถวไม่ตรงกันเฉยๆ ซึ่งเอกสารมันมีหลายไฟล์ แต่เป็นเอกสารตัวเดียวกัน ส่วนนี้นายษิทราก็จำไม่ได้ ซึ่งตนก็มองว่าเป็นไปได้เพราะเอกสารสามารถทำฉบับร่างได้หลายฉบับแต่เอกสารที่มีลายเซ็นมีแค่ฉบับเดียว ซึ่งสุดท้ายเอกสารที่จะนำไปทำคดีต้องเป็นเอกสารที่มีลายเซ็นเท่านั้น
สำหรับทนายคนต่อไปที่จะมารับทำคดีต่อจากคนเองนั้น ตนมองว่าขึ้นอยู่กับนายษิทราว่าจะเรียกใช้งานใคร ส่วนตัวเองคงเหลือแค่ฐานะเพื่อนกันเท่านั้นอาจจะไปเยี่ยมสารทุกข์สุขดิบ แต่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคดี พร้อมยืนยันไม่มีการโกรธเคืองกัน

