ตร.-ดีเอสไอ รวบตัว ‘สามารถ-แม่’ เอี่ยวดิไอคอนกรุ๊ป ‘บิ๊กเต่า’ เผยพบเส้นทางเงินไหลเข้าบัญชีกว่า 110 ล.
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ต.อ.พัสกร ธวัชเชียงกุล ผกก.สส.ภ.จว.เชียงราย พ.ต.อ.อานันท์จักร์ กนกนพวัชร์ ผกก.สภ.บ้านดู่ จ.เชียงราย พร้อมกำลังจับกุม นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหาฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงินในคดีดิไอคอนกรุ๊ป ได้ที่ริมทางใกล้วัดห้วยปลากั้ง จ.เชียงราย ขณะเช่าเหมารถยนต์ตู้เพื่อมายังวัด พร้อมควบคุมตัวไปลงบันทึกแล้วแจ้งข้อกล่าวหาที่ สภ.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้เดินทางมาสอบปากคำผู้ต้องหาด้วยตนเอง
จากการสอบถามคนขับรถตู้ที่รับส่งนายสามารถ ทราบว่านายสามารถได้ว่าจ้างรถตู้ในราคาเช่าเหมารายวันวันละ 7,000 บาท ให้ไปรับที่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ โดยให้มาส่งที่วัดแห่งนี้เพียงจุดเดียว จากนั้นจะให้ไปส่งที่สนามบินเพื่อเดินทางกลับไปมอบตัวกับตำรวจ แต่มาถูกจับกุมตัวเสียก่อน ทั้งนี้ จากการสังเกต ไม่เห็นทีท่าว่านายสามารถจะเดินทางหลบหนี ไม่มีอาการรีบร้อน และเห็นความตั้งใจเมื่อมาวัดก็จะกลับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้นำหมายจับศาลอาญา ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2567 เข้าจับกุมนางวิลาวัลย์ พุทธสัมฤทธิ์ แม่ของนายสามารถ ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ที่บ้านพักในซอยพญานาค กรุงเทพฯ
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า กรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอควบคุมตัวนายสามารถ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ที่ จ.เชียงราย นั้น ได้ประสานกับผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 นำตัวกลับมา
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.กล่าวว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่านายสามารถมีเงินไหลเข้าบัญชีรวมกว่า 110 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีเงิน 3 ล้านบาท ที่มาจากดิไอคอนกรุ๊ปผ่านบัญชีม้า ซึ่งเป็นบัญชีที่นายสามารถดูแล และในบางส่วนถูกโอนไปยังบัญชีของนางวิลาวัลย์ ก่อนเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกส่งต่อกลับมายังบัญชีนายสามารถอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังตรวจพบเส้นเงินใหม่มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ที่มาจากบุคคล 9-10 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบที่มาของเงินดังกล่าว เนื่องจากมีการโอนเงินผ่านบัญชีอื่นหลายขั้นตอน ก่อนจะถึงปลายทางที่บัญชีนายสามารถ เบื้องต้นเชื่อว่าเงินเหล่านี้อาจมีที่มาจากแหล่งเงินสีเทา แต่ยังคงต้องมีการสืบสวนเพิ่มเติม
“ช่วงปีใหม่นี้ ผมเตรียมมอบกุญแจมือเป็นของขวัญให้บรรดาอินฟลูเอนเซอร์ นักร้อง คนดัง และผู้ดูแลเพจโซเชียลต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี โดยจะส่งทุกคนไปพักห้องวีไอพีในเรือนจำ หากพบพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงการกระทำความผิดก็จะดำเนินคดีอย่างแน่นอน” พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าว
ด้านนายสายหยุด เพ็งบุญชู หรือทนายปาเกียว กล่าวในรายการโหนกระแส ว่า เมื่อเช้าได้เข้าไปเยี่ยมนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม พร้อมแจ้งขอถอนตัวไม่ทำคดีให้แล้ว ทั้งนี้ คดีของนายษิทรามีทั้งหมด 3 กรรม คือเรื่องเงิน 71 ล้านบาท เรื่องคดีรถเบนซ์ และเรื่องจ้างแบบแปลนโรงแรม ยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่า 3 กรรมนี้ ยังทำให้เหมือนเดิม แต่พอเวลาผ่านไป 10 กว่าวัน เริ่มมีเรื่องคดี 39 ล้านบาทเข้ามา จึงแนะนำให้สารภาพ แต่นายษิทรายังจะสู้เหมือนเดิม ไม่ยอมรับ จะสู้หมดทุกเรื่อง เรื่องเงิน 39 ล้านบาท ตนสู้ไม่ได้ เนื่องจากคนรถของนายษิทราบอกแล้วว่าไปรับเงิน 20 ล้านบาท
“มองว่าทนายตั้มเกี่ยวอะไรเยอะแล้ว และมีการเอา 3 กรรม ไปรวมคดี 39 ล้านบาท เป็น 4 กรรม พฤติกรรมมันเชื่อมโยงกัน รวมถึง เรื่องที่พนักงานสอบสวนอาจจะแจ้งความเพิ่มเกี่ยวกับเรื่องปลอมเอกสาร ซึ่งเมื่อเช้าที่ผ่านมา คุยเรื่องราวที่เกิดขึ้น และคุยเรื่องแนวทางกับทนายตั้ม เพราะรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเริ่มใกล้ชิดกับทนายตั้ม ที่สำคัญทนายตั้มเป็นทนายความ ที่บอกว่าไม่รู้ไม่ชี้ไม่เห็นเลย ผมว่าพูดได้ แต่ฟังยาก เพราะขนาดผมฟังยังไม่เชื่อเลย นอกจากนี้ สัญญาเอกสารที่ทนายตั้มให้มาไม่มีลายเซ็น ถ้าเอาไปใช้อาจมีความผิดไปด้วย หลังผมบอก ทนายตั้มก็ซึมๆ ถามว่า แล้วพี่จะไม่ช่วยผมเหรอ ก็บอกว่าผมจะช่วยได้เท่าที่ช่วยได้ แต่จะไม่ช่วยมาเป็นทนายให้แล้ว เพราะบอกตั้งแต่ต้นแล้วว่าอะไรที่ผิดจริง ผมไม่ทำ” นายสายหยุดกล่าว

