ส่ง ‘สามารถ’ นอนคุก ส่วนแม่ ได้ประกัน 5 แสนบาทไร้เงื่อนไข

27.11.24 | 06:15 น.

ส่ง ‘สามารถ’ นอนคุก ส่วนแม่ ได้ประกัน 5 แสนบาทไร้เงื่อนไข


ตามที่ปรากฏคลิปเสียงนักการเมืองเรียกรับทรัพย์จากบริษัท ดิ ไอคอน กรุ๊ป มีนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ศาลอาญาพิจารณาตามคำร้องของสอบสวนคดีพิเศษ อนุมัติออกหมายจับที่ 5682/2567 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน ให้จับกุมนายสามารถ โดยตามจับได้ที่วัดห้วยปลากั้ง จ.เชียงราย โดยก่อนหน้านี้ได้ควบคุมตัว นางวิลาวัลย์ พุทธสัมฤทธิ์ อายุ 62 ปี ได้นั้น

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ควบคุมตัว นายสามารถ และ นางวิลาวัลย์ ผู้ต้องในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ไปฝากขังศาลอาญา รัชดาฯ โดยควบคุมนางวิลาวัลย์ออกมาเป็นคนแรกได้ตะโกนบอกกับผู้สื่อข่าวว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมบอกว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินทำบุญตั้งแต่ปี 2564 ก่อนที่จะตะโกนถูกกลั่นแกล้ง ต่อมาเจ้าหน้าที่ดีเอสไอควบคุมตัวนายสามารถออกมา เมื่อถามว่านายสามารถมีอะไรอยากจะพูดกับสื่อมวลชนหรือไม่ นายสามารถตะโกนออกมาบอกว่า “อยากพูดแต่พูดไม่ได้” ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะควบคุมทั้งคู่ขึ้นรถก่อนจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญา ถนนรัชดา ทั้งคู่ ระหว่างการควบคุมตัวของทั้งคู่ นางวิลาวัลย์ได้นำกระดาษที่เขียนข้อความบางอย่าง ยัดใส่มือผู้สื่อข่าว โดยข้อความภายในกระดาษ ระบุเป็นข้อว่า

เรื่องเกิดปี 2564 ตอนนั้นดิไอคอนกรุ๊ปยังไม่มีปัญหาทางธุรกิจ เงินที่ได้มาทำบุญกับกู้ยืม พอลก็ได้เซ็นชื่อไว้เป็นหลักฐานไว้ทั้งหมดแล้ว ได้ทำหนังสือออกมาให้แล้ว

Advertisement

1.ใครคือผู้เสียหาย 2.จะฟอกเงินได้อย่างไร 3.ไม่ได้รับความเป็นธรรมโดนกลั่นแกล้ง 4.ไม่มีส่วนรู้เห็นในธุรกิจดิไอคอนเพราะไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยว 5.จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้อย่างไร 6. จะขอต่อสู้เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมจนกว่าชีวิตจะหาไม่ 7. ถ้าต้องโทษจนถึงตายก็ถือว่าประเทศไทยไม่มีความยุติธรรม

ทั้งนี้ พนักงานสืบสวนดีเอสไอได้ระบุพฤติการณ์ตามคำร้องว่า กรณีกล่าวหา บริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป จำกัด นายวรัตน์พล วรัทย์กุล หรือบอสพอล กับพวก รวม 19 ราย มีพฤติการณ์ร่วมกันหลอกลวงกลุ่มผู้เสียหายด้วยการเปิดรับสมัครให้เข้ารับการอบรมขายสินค้าออนไลน์ โดยหลอกว่าจะสอนวิธีการขายของออนไลน์ และมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม มีกลุ่มผู้เสียหายหลงเชื่อเข้าอบรม บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวกจะแนะนำชักจูงให้ผู้กล่าวหากับพวกร่วมลงทุนซื้อสินค้าของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ไปจำหน่าย โดยทำให้หลงเชื่อว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ เมื่อลงทุนซื้อสินค้าไปแล้วทางบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวก จะเริ่มชักชวนให้ผู้เสียหายลงทุนตามแผนการลงทุนที่บริษัทจัดทำขึ้น และอ้างกับผู้เสียหายว่าสามารถทำรายได้เป็นจำนวนมากจากการขายสินค้าออนไลน์

นอกจากนี้ บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวก ได้เผยแพร่แผนประกอบธุรกิจการจ่ายค่าตอบแทนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จและมีจุดประสงค์มุ่งเน้นการหาผลประโยชน์ตอบแทนจากการชักชวนบุคคลอื่นมาสมัครเป็นสมาชิกมากกว่าการขายสินค้า และบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวกอ้างว่าตนเองได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนในระบบขายตรงแต่ความเป็นจริงทางบริษัทกับพวก ไม่ได้รับอนุญาตตามที่อ้าง ซึ่งเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงหรือแสดงข้อความเป็นเท็จ และกลุ่มผู้ต้องหาได้ร่วมกันกระทำความผิดโดยแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อโฆษณาหรือเชิญชวนผู้เสียหายมาร่วมลงทุนกับบริษัท เพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราสูง แต่ทางบริษัทกับพวกไม่มีการนำเงินที่ได้รับจากผู้เสียหายไปประกอบตามที่กล่าวอ้างไว้กับผู้เสียหาย เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมากตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้บริหารและเครือข่ายของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวก ว่าร่วมกันกระทำความผิดฐาน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันทุจริตในการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และร่วมกันประกอบธุรกิจขายตรง โดยตกลงว่าจะให้ประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้เข้าร่วมเครือข่ายซึ่งคำนวนจากจำนวนผู้เข้าร่วมที่เพิ่มขื้น

จากการรวบรวมพยานหลักฐาน พบว่า มีการโอนเงินจากชื่อบัญชี บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด และบัญชีเงินฝากของนายวรัตน์พล วรัทย์กุล และต่อมามีข้อเท็จจริงว่าได้โอนเงินไปยังบัญชีของนางวิลาวัลย์ ผู้ต้องหาที่1 จำนวน 15 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 2,589,999 บาท และมีการโอนเงินไปยังบัญชีเงินฝากของนายสามารถ ผู้ต้องหาที่2 จำนวน 14 ครั้ง เป็นจำนวนเงิน 475,000 บาท อย่างไรก็ตามมูลนิธิทนายประชาชนฯ ได้ส่งหนังสือขอให้ตรวจสอบการกระทำของนายสามารถพร้อมกับส่งคลิปเสียงจำนวน 2 คลิป ซึ่งเป็นไฟล์เสียงสนทนาระหว่างนายวรัตน์พลและนายสามารถ

เมื่อพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบข้อมูลบัญชีธนาคารและธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง พบข้อมูลบัญชีเงินฝากของนางวิลาวัลย์ มีการเคลื่อนไหว ตั้งแต่ช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2561 – 28 ต.ค. 2567 พบว่ามีการทำธุรกรรมผ่านบัญชีหลักร้อยล้านบาทโดนเป็นการโอนเงินไปยังบัญชีอื่นจำนวน 103,813,577.04 บาท และรับโอนเงินจากบัญชีอื่นจำนวน 88,894,306.46 บาท ซึ่งตรวจสอบการโอนเงินเข้าบัญชีของนายสามารถ 5 บัญชี พบยอดเงินในบัญชีมากกว่า 14 ล้านบาท มีการโอนเงินจากนายวรัตน์พล จำนวน 2.5 ล้านบาท และมีการรับโอนเงินจากผู้ต้องหารายอื่นเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องกับบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวน

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบการโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของนางวิลาวัลย์ไปยังบัญชีเงินฝากของนายสามารถเป็นเงินรวมกว่า 34 ล้านบาท เมื่อปรากฏธุรกรรมการโอนเงินหมุนเวียนจำนวนหลักร้อยล้านบาท ของนางวิลาวัลย์ แต่กลับไม่ปรากฏข้อมูลการยื่นแบบแสดงการเสียภาษีของกรมสรรพากร การกระทำของนายวรัตน์พล นางวิลาวัลย์ และนายสามารถ จึงเป็นพฤติการณ์ที่เข้าข่ายการรับโอน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดที่มา หรือเพื่อช่วยผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะ หรือหลังการกระทำผิด ไม่ให้ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลง

การกระทำของผู้ต้องหาที่ 1-2 เป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินทั้งคู่ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

โดยพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเป็นบุคคลตามหมายจับ มีการกระทำที่ลักษณะเป็นเครือข่ายและบุคคลทั้ง 3 รายเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกัน และมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก หากให้ประกันตัวเกรงว่าจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานฟอกเงิน

ต่อมา ศาลอาญาพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาทั้งสองแล้ว ไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขัง ต่อมาให้ประกันนางวิลาวัลย์ ด้วยหลักทรัพย์ประกัน 500,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ส่วนนายสามารถ ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยเตรียมนำตัวส่งเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป