รวบแก๊งคอลอินเดียข้ามชาติ หลอกหญิงสูงวัยชาวอเมริกัน ปลดล็อกอีเมล์ เหยื่อสูญเงิน 1.7 ล.

2.12.24 | 18:03 น.

ตร.ไซเบอร์ รวบแก๊งคอลอินเดียข้ามชาติ หลอกหญิงสูงวัยอเมริกัน ทำทีช่วยปลดล็อกอีเมล์ ก่อนหลอกให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมคอมพิวเตอร์จากระยะไกล แอบโอนเงินเหยื่อเข้าบัญชี เหยื่อสูญเงิน 1.7 ล้าน โชคดีตร.ไทยอายัดทัน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 2 ธันวาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เมืองทองธานี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รรท.ผบช.สอท. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.นิพล บุญเกิด ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.4 บก.สอท.2 Mr.Benjamin Chervenak U.S. Secret Service, the Resident Agent In Charge, Mrs.Caroline A. Marshall รักษาราชการแทนผู้ช่วยทูตฝ่ายกฎหมาย สำนักงานสอบสวนกลาง สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และนายไบรอัน แอนเดอร์สัน รองผู้ช่วยทูตประจำภูมิภาค ร่วมแถลงปฏิบัติการ “ล่าข้ามโลก ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์อินเดียข้ามชาติ”

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 มีผู้เสียหายเป็นหญิงสูงอายุ สัญชาติอเมริกัน พักอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีปัญหาเรื่องการล็อกอินเข้าบัญชีอีเมล์ของไมโครซอฟต์ (Microsoft Account) จึงได้เข้าค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของทีมช่วยเหลือจากบริษัทไมโครซอฟท์ผ่าน Google Search และได้พบหมายเลขโทรศัพท์จากเว็บไซต์หนึ่งจึงได้ทำการติดต่อ จากนั้นได้มีบุคคลปลายสายซึ่งพูดภาษาอังกฤษสำเนียงคนอินเดีย ได้แอบอ้างว่าเป็นทีมช่วยเหลือของบริษัทไมโครซอฟท์ โดยได้ทำทีให้การช่วยเหลือผู้เสียหาย แล้วหลอกให้ผู้เสียหายติดตั้งโปรแกรมควบคุมการเข้าถึงคอมพิวเตอร์จากระยะไกลเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำตามที่คนร้ายแนะนำ และกดอนุญาตให้คนร้ายแก้ไขข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์

Advertisement

ต่อมาคนร้ายแจ้งว่าได้แก้ไขบัญชีอีเมล์ให้เสร็จแล้ว ทางไมโครซอฟท์จะ Refund เงินคืนให้แก่ผู้เสียหาย จำนวน 49.99 USD แต่คนร้ายอ้างว่าได้โอนเงินเข้าบัญชีผู้เสียหายเกินไป จำนวน 49,999 USD คนร้ายจึงแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินคืน เนื่องจากใส่ตัวเลขจำนวนเงินผิด หากผู้เสียหายไม่โอนเงินคืน คนร้ายต้องถูกไล่ออกจากบริษัท ผู้เสียหายสงสารและหลงเชื่อ สุดท้ายจึงโอนเงินไปยังบัญชีนิติบุคคลของธนาคารหนึ่งในประเทศไทย จำนวน 49,840 USD หรือประมาณ 1,738,916 บาท นอกจากนี้ เมื่อผู้เสียหายโอนเงินเรียบร้อย คนร้ายยังได้ส่งข้อความเยาะเย้ยผู้เสียหายว่าถูกหลอกให้โอนเงิน

โดยผู้เสียหายได้ติดต่อธนาคารและแจ้งกับเจ้าหน้าที่ FBI ในสหรัฐอเมริกา จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินทำให้ทราบว่าผู้เสียหายมีบัญชีธนาคาร จำนวน 2 บัญชี โดยคนร้ายได้ใช้โปรแกรมควบคุมระยะไกลโอนเงินของผู้เสียหายจากบัญชีธนาคาร A ไปยังบัญชีธนาคาร B จำนวน 49,999 USD โดยผู้เสียหายไม่ได้ทำรายการโอนด้วยตนเองแต่อย่างใด ทำให้มียอดเงินเข้าบัญชีธนาคาร B คนร้ายจึงหลอกว่าโอนผิด แล้วให้ผู้เสียหายโอนเงินจากธนาคารเข้าบัญชีคนร้ายที่อ้างว่าเป็นของบริษัทไมโครซอฟท์ กระทั่งทาง FBI สหรัฐอเมริกาได้ประสานมายัง บช.สอท.เพื่อดำเนินการอายัดบัญชี และสืบสวนจับกุมคนร้ายที่เกี่ยวข้อง

พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.4 บก.สอท.2 พร้อมชุดสืบสวนได้สืบสวนจนพบหลักฐานว่ามีคนร้ายกลุ่มหนึ่งในประเทศไทยได้ใช้บัญชีธนาคารที่จดทะเบียนโดยห้างหุ้นส่วนจำกัด รับโอนเงินจากผู้เสียหายในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตัวการสำคัญที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเปิดและใช้บัญชีธนาคารดังกล่าวเป็นคนสัญชาติอินเดีย โดยคนอินเดียกลุ่มนี้ มักหลอกลวงคนไทยที่ต้องการกู้เงิน หรือยืมเงินให้นำเอกสารส่วนตัวไปให้ จากนั้นจะนำเอกสารของคนไทยมอบให้ตัวแทนนายหน้าที่รับจดทะเบียนนิติบุคคลไปดำเนินการจดทะเบียนในรูปแบบบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยตัวแทนมีค่าดำเนินการจดทะเบียน จำนวน 7,000 บาท จากนั้นจะนำเอกสารนิติบุคคลไปเปิดบัญชีธนาคารในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นบัญชีม้าในการรับเงินจากเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ โดยบัญชีม้านิติบุคคลสามารถโอนเงินได้ครั้งละเป็นจำนวนมากโดยไม่ต้องยืนยันตัวตน และสร้างความน่าเชื่อถือให้เหยื่อโอนเงินง่ายขึ้น เนื่องจากเป็นบัญชีธนาคารที่เป็นชื่อนิติบุคคล

จึงทำการสืบสวนพบความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนร้าย ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารของ นายชาญ กรรมการของ หจก.พัลเมตโต โดยในวันเกิดเหตุนั้นพบว่ามีการโอนเงินจาก หจก.ทินท์ เรียลตี้ (บัญชีม้า) ไปยังบัญชีธนาคารของนายชาญ จำนวน 104,400 บาท เมื่อตรวจสอบข้อมูลบัญชีนายชาญพบว่ามีเงินในบัญชีถึง 1,000,048.96 บาท จึงได้อายัดบัญชีธนาคารดังกล่าวเพื่อส่งให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการตรวจสอบ นอกจากนี้ยังพบว่าบัญชีธนาคารของนายชาญได้ถูกใช้โอนเงินซื้อทองคำแท่งจากร้านทองแห่งหนึ่งย่านพาหุรัด กรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก โดยมีชายชาวอินเดียเป็นผู้ไปรับทองคำแท่งดังกล่าว จึงเชื่อว่าเป็นลักษณะการกระทำเป็นขบวนการและมีการแบ่งหน้าที่กันทำ

ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2567 ตำรวจชุดสืบสวน กก.4 บก.สอท.2 พร้อมเจ้าที่ตำรวจกลุ่มงานสนับสนุนทางไซเบอร์ บก.ตอท.นำหมายค้นศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 243/2567 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2567 เข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 4 ต.สามกอ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา พบนายอาสวานิ กุมาร์ซิงห์ สัญชาติอินเดีย เป็นผู้ครอบครองและพักอาศัยอยู่กับแฟนสาวที่บ้านดังกล่าว ตรวจค้นภายในบ้านพบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และบัตร ATM ซึ่งเป็นชื่อบัญชีธาคารที่ใช้กระทำผิดของผู้ร่วมขบวนการและของกลางอื่นที่เกี่ยวข้อง จำนวน 19 รายการ จึงทำการยึดไว้ตรวจสอบเพื่อหาหลักฐาน

จากการขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานสามารถแจ้งข้อกล่าวหากับผู้กระทำผิดเป็นคนไทย 3 ราย ประกอบด้วย นายชาญ พุฒิไท อายุ 69 ปี น.ส.ประนอม สร้อยพิมพ์สิทธิ์ อายุ 59 ปี กรรมการ หจก.ทินท์ เรียลตี้ และ น.ส.สร้อย ไม้สนธิ์ อายุ 45 ปี กรรมการ หจก.ทินท์ เรียลตี้ ในความผิดฐาน “ยินยอมให้ผู้อื่นนำบัญชีธนาคารไปใช้”

โดยทั้ง 3 รายเบื้องต้นให้การว่า ได้นำเอกสารส่วนตัว อาทิ บัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน ให้แก่ชายชาวอินเดียรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ปล่อยเงินกู้ในพื้นที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ต่อมาจึงทราบภายหลังว่าตนเองถูกนำหลักฐานไปจดทะเบียนนิติบุคคลและเปิดบัญชีม้านิติบุคคล

ล่าสุดตำรวจสามารถรวบรวมพยานหลักฐานจนขออำนาจศาลอาญาออกหมายจับชาวอินเดีย ซึ่งเป็นตัวการสำคัญได้อีก จำนวน 2 ราย ในความผิดฐาน “สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำผิดความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน” พร้อมกับได้ประสานตำรวจสากลในการออกหมายแดงเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีมาดำเนินคดีต่อไป

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สพฐ.ตร.รรท.ผบช.สอท. ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานรัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกา อาทิ U.S. Secret Service, FBI และ HSI และผู้แทนจากธนาคารที่สามารถประสานอายัดเงินในบัญชีของคนร้ายได้ทันเวลา ได้ร่วมกันส่งมอบเงินคืนให้แก่ตัวแทนผู้เสียหาย จำนวน 1,643,349.40 บาท โดยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและตัวแทนผู้เสียหายต่างได้แสดงความขอบคุณผู้บังคับบัญชา และชุดสืบสวนของตำรวจไซเบอร์ที่ร่วมกันปฏิบัติการในครั้งนี้ เป็นการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ