เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ที่ห้องพิจารณาคดี 909 ที่ ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีดำ ที่ 1201/2557 ที่ พล.ต.ต. เพ็ชร์ ณ ป้อมเพ็ชร์ โดย น.ส.นพมาศ ณ ป้อมเพ็ชร์ ฐานะผู้อนุบาล เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายศักดิ์ชัย กาย ไฮโซนักจัดดอกไม้ และอดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสารชื่อดัง เป็นจำเลย ในความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม รวมเป็นเงิน 158,330,000 บาท ขอให้ลงโทษตาม ป.อาญา มาตรา 264, 266,268 คำฟ้องโจทก์สรุปว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2543 จำเลยได้ปลอมใบถอนเงิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีลายมือชื่อของโจทก์แล้วนำไปถอนเงินจำนวนทั้งสิ้น 158,330,000 บาท ในรูปของแคชเชียร์เช็คและนำไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เหตุเกิดที่แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.
จำเลยให้การปฎิเสธขอต่อสู้คดี
สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559 เนื่องจากเห็นว่า เป็นการฟ้องขาดอายุความและคำฟ้องโจทก์ขาดองค์ประกอบความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ตามมาตรา 264 วรรคสอง
โดยในวันนี้ นายศักดิ์ชัยมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมทนายความ ศาลพิเคราะห์ พยานหลักฐาน พร้อมอุทธรณ์โจทก์จำเลยแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่ามีการปลอมแปลงเอกสารเช็คจริงหรือไม่ จากการพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วพบว่า พล.ต.ต. เพ็ชร์ ณ ป้อมเพ็ชร์ มีอาการป่วยเลือดออกในสมองต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ แต่เอกสารการถอนเงิน และเช็คฉบับ ต่างๆ ที่มีปัญหา พบว่ามีลายเซ็นของโจทก์มีการลงลายมือชื่อ ส่วนข้อมูลต่างๆในเช็คมีผู้อื่นช่วยกรอกให้
โดยโจทก์ อุทธรณ์ว่า พล.ต.ต. เพ็ชร์ ไม่มีสติสัมปชัญญะพอที่จะลงลายมือชื่อได้ เนื่องจากป่วยเลือดออกในสมอง แต่จากการตรวจสอบประวัติทางการแพทย์พบว่า ช่วงเวลาที่มีการเซ็นเอกสาร และเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 158 ล้านกว่าบาทให้จำเลยนั้น เกิดขึ้นก่อนที่พล.ต.ต. เพ็ชร์จะมีอาการเลือดออกในสมอง จนต้องเข้าโรงพยาบาล ขณะนั้น พล.ต.ต. เพ็ชร์ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน อีกทั้งอาการป่วย ก็ไม่มีมูลว่าอาการจะถึงขั้นไร้สติสัมปชัญญะ จนถึงขนาดไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ นอกจากนี้ยังมีพยานเป็นพนักงานธนาคารที่สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวยืนยันว่า มีการตรวจดูลายมือภายในเช็คกับลายมือ ต้นฉบับก็ตรงกัน อีกทั้งยังมีการส่งรายงาน ความเคลื่อนไหวในบัญชีเงินฝากให้กับโจทก์ ดูรายละเอียดทุกเดือน ซึ่งโจทก์เป็นผู้ที่มีความรู้ และมีการศึกษาจากต่างประเทศ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน จึงสามารถ ดูความเคลื่อนไหวและสังเกตเห็นความผิดปกติของเงินที่ออกจากบัญชี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่มีการร้องเรียนถึงความผิดปกติในบัญชีดังกล่าว อีกทั้งจำเลยยังมีการถ่ายรูปขณะเซ็นเอกสาร เป็นหลักฐาน ส่วนประเด็นที่โจทก์ยื่นว่ามีการปลอมลายเซ็นนั้นก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ลายเซ็นในเอกสารต่างๆ เป็นลายเซ็นของปลอม ประเด็นนี้จึงไม่มีน้ำหนัก ศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีพิพาทระหว่าง ตระกูล ณ ป้อมเพ็ชร์ และนายศักดิ์ชัย กาย นั้น ยังมีคดีที่ นายธีรวัต ณ ป้อมเพ็ชร์ ทายาทของ นายวิวรรธน์ ณ ป้อมเพ็ชร์ร อดีตเอกอัครราชทูต ซึ่งเป็นพี่ชายของพล.ต.ต.เพ็ชร์ณ ป้อมเพ็ชร์ ที่ ฟ้องเป็นจำเลยอีกสำนวนที่ศาลอาญา เมื่อ24พฤศจิกายน 2559 ฐานเบิกความเท็จนำสืบพยานเท็จ ปลอมและใช้เอกสารปลอม ในคดีแพ่ง ที่ทายาท นายวิวรรธน์ ฟ้องขอเพิกถอนพินัยกรรมที่เจ้ามรดก ยกทรัพย์สินตามพินัยกรรม เป็นที่ดิน อาคารชุด รวมทรัพยสิทธิ์ที่ติดพันกับอสังหาริมทรัพย์รวมมูลค่ากว่า300ล้านบาทให้แก่ นายศักดิ์ชัย กายโดยคดีนี้ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 15พฤษภาคม นี้เวลา 09.00น. ซึ่งการฟ้องคดีในสำนวนดังกล่าว เป็นหลังจาก คดีที่นาย วิวรรธน์ ฟ้องศาลแพ่ง จนมีคำพิพากษาที่สุดถึง ฎีกาให้เพิกถอนพินัยกรรมดังกล่าวของนายศักดิ์ชัย กาย ไปแล้ว

