พ.ต.อ.ทวีขอให้ความเชื่อมั่นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครตรวจสอบกรณีอดีตผู้ต้องขังชายร้องวันนอร์อ้างถูกเพื่อนผู้ต้องขัง นาย ท.รีดเงินอ้างช่วยพ้นโทษ
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 ธันวาคม ที่ห้องประชุม 10-09 (Auditorium) ชั้น 10 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม จากกรณีเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ที่รัฐสภา ซึ่ง นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม ได้นำ นายปัญญา กาลเศรษฐี ผู้เสียหายที่เคยเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เข้ายื่นหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบเครือข่ายการทุจริตหลอกลวงเงินผู้เสียหายในเรือนจำฯ หลังผู้เสียหายถูกแก๊งมิจฉาชีพ “นาย ท.” ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลอกเรียกเงิน อ้างจะช่วยพ้นโทษเร็วขึ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้าน พร้อมเปิดโปงว่าเป็นกลุ่มอั้งยี่ซ่องโจร 20 คน มีทนายและผู้คุมร่วมขบวนการ ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ที่ผ่านมาในเรื่องของการมีเจ้าหน้าที่เรียกตบทรัพย์ที่ปรากฏตามข่าว ตนก็ได้ให้หน่วยงานตรวจสอบ และตนก็อยากรับข้อมูลจากประชาชนด้วย บางทีเรื่องบัตรสนเท่ห์ บางหน่วยงานอาจมองว่าไม่สำคัญ แต่เรายังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ความคุ้มครองต่อผู้ให้เบาะแส หรือพยานได้ ดังนั้น เมื่อมีข่าวใดออกมาเราก็ต้องตรวจสอบ และอย่าเพิ่งไปด้อยค่าคนที่มาร้องเรียน ซี่งการตรวจสอบอย่างน้อยที่สุดในหน่วยราชการจะได้ไปปรับปรุงตัว แม้อ้างว่าตนนั้นทำถูกต้อง แต่บางทีความไม่โปร่งใส การตรวจสอบไม่ได้ก็จะทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจ อย่างกรณีที่เมื่อวานนี้มีคนไปร้องเรียนต่อประธานสภา เห็นว่าทั้งสองท่านได้เคยอยู่ในเรือนจำฯ เมื่อปี 2561-2562 และออกไปในช่วงรัฐบาลก่อนหน้า และบุคคลที่ถูกร้องเรียนก็มีสถานะเป็นผู้ต้องขังเหมือนกันกับผู้ร้อง แต่อย่างไรเราก็ต้องตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
พ.ต.อ.ทวีกล่าวอีกว่า ทางเรือนจำฯ ได้รายงานการตรวจสอบเบื้องต้นมาว่าเรื่องดังกล่าวมันมีการร้องเรียน แต่เท่าที่เห็นมีการร้องเรียนไปยังอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และมีการยุติเรื่อง อย่างไรก็ตาม หากเขาไม่ไว้ใจหน่วยงาน เราก็จะส่งคนกลางลงไปดูเรื่องนี้ อาจมอบหมายปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีความตรงไปตรงมาลงไปดูเรื่องนี้ ส่วนกรณีที่มีการพาดพิงถึงระดับรัฐมนตรีและอธิบดีนั้น ตนอยากให้คนที่ร้องเรียนมีความเชื่อมั่น ถ้าเขามาร้องเรียนกับตน แล้วตนไม่ทำให้ เขาก็ยังสามารถมาร้องเรียนตนต่อได้อีก สังคมมันเปิดเเล้ว ตนยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมต้องยึดกฎหมาย และเราต้องไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ กรอบเวลาการตรวจสอบ ทราบว่าอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร คนปัจจุบันก็ได้ลงไปตรวจสอบ ถ้าผู้ร้องมีหลักฐานแล้วไม่ไว้ใจใครก็ส่งมาที่ตนได้ แต่ต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายด้วย

พ.ต.อ.ทวีกล่าวอีกว่า เรือนจำทั่วประเทศมีทั้งเป็นเรือนจำที่คุมขังทั้งผู้ต้องขังเด็ดขาดและผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ดังนั้น เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จึงเป็นเหมือนสนามปราบเซียนของ ผบ.เรือนจำ เพราะเป็นเรือนจำระหว่างพิจารณาคดี และการที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี เขายังสู้คดีได้ ญาติและทนายเยี่ยมได้ แต่ถ้าเรือนจำเด็ดขาด คือ ผู้ต้องขังเด็ดขาดที่มีคำพิพากษาของศาล ต้องได้รับการพัฒนาอาชีพและทักษะ เช่น ตอนแรกมีโทษจำนวนมาก พอผ่านระยะเวลาไปโทษก็เหลือน้อยลง และมีการฝึกอาชีพ เข้าสู่กระบวนการพิจารณาเรื่องการพักโทษ ซึ่งมันเป็นระบบที่วางไว้
พ.ต.อ.ทวีกล่าวถึงกรณีการรายงานตัวต่อสำนักงานคุมประพฤติของ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งได้รับการพักการลงโทษ ว่า อธิบดีกรมคุมประพฤติ ระบุว่าให้นายบุญทรง จะต้องไปรายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเชียงใหม่
ส่วนประเด็นความคืบหน้าของระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 หรือระเบียบคุมขังนอกเรือนจำฯ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า อันนี้มันอยู่ในกฎหมายราชทัณฑ์ ทราบว่ายังไม่ได้มีการใช้ทันที เพราะต้องมีการการจัดทำ ระเบียบ แนวทางการปฏิบัติ และกำหนดคุณสมบัติของผู้ต้องขัง ซึ่งจะต้องมารองรับระเบียบคุมขังนอกเรือนจำฯ ดังกล่าว จึงคิดว่าหลักเกณฑ์มันควรเปิดกว้างให้ประชาชนรับรู้ด้วย จึงควรไปทำประชาพิจารณ์ ก่อนมีการประกาศลงพระราชกิจจานุเบกษา แต่หลังมีการประกาศลงราชกิจจาฯแล้ว เวลาจะบังคับใช้นั้น หากโทษเหลือน้อย เป็นนักโทษชั้นดี ได้ทำงานได้ฝึกอาชีพ และหรือเป็นผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย เป็นผู้ต้องขังเจ็บป่วยร้ายแรง เป็นผู้ต้องขังสูงอายุดูแลไม่ก่อเหตุเพิ่ม เป็นผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น ก็อยู่ในกลุ่มที่เข้าข่ายพิจารณา
“อย่างไรก็ยังถือเป็นการลงโทษประเภทหนึ่ง เเต่เป็นการคุมขังอีกสถานที่หนึ่ง โดยจะให้แต่ละเรือนจำได้ไปออกกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ทั้งนี้ สำหรับผู้ต้องขังล็อตแรกที่มีสิทธิได้ใช้ระเบียบคุมขังนอกเรือนจำฯ คาดว่าสิ้นปีนี้ (2567) อาจได้เห็น เพราะต้องรอให้มีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีการทดลองนำร่องบังคับใช้ อย่างน้อยถ้าผู้ต้องขังคนนั้นป่วยมะเร็ง อย่างน้อยก็ได้ไปพักรักษาอยู่ที่บ้านพร้อมครอบครัว” พ.ต.อ.ทวีกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีของ นายแทนคุณ ที่ได้พาอดีตผู้ต้องขังยื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานรัฐสภานั้น มีข้อมูลว่า เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้รับตัวนายสุวิน นาคปรีชา หรือนายปัญญา กาลเศรษฐี (ผู้ร้อง) เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร รับตัวไว้คุมขังตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย.60 และได้รับอภัยโทษปล่อยตัว เมื่อวันที่ 10 พ.ค.62 และได้มีการรับตัว นาย ท. (ผู้ถูกร้อง) ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.60 และได้รับอภัยโทษปล่อยตัวเมื่อวันที่ 3 ต.ค.63 ต่อมากรมราชทัณฑ์ ให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีนายสุวิน นาคปรีชา หรือนายปัญญา กาลเศรษฐี (ผู้ร้อง) ให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีนายสุวิน นาคปรีชา กล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่มีส่วนให้การช่วยเหลือและรู้เห็นเกี่ยวกับการหลอกลวงฉ้อโกงผู้ต้องขังภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
รายงานระบุอีกว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำของนาย ท. (ผู้ถูกร้อง) ซึ่งในขณะที่นายสุวิน นาคปรีชา หรือนายปัญญา กาลเศรษฐี และ นาย ท. ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำฯ ไม่มีการร้องเรียนในประเด็นดังกล่าว ทั้งนี้ สำหรับกรณีร้องเรียนดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่นายสุวิน นาคปรีชา หรือนายปัญญา กาลเศรษฐี และนาย ท. ได้ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไปแล้ว
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เป็นประธานเปิดงานสัปดาห์ต่อต้านทุจริตและส่งเสริมจริยธรรม ประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2568 พร้อมทั้งมอบนโยบาย “ยุติธรรมต้านโกง โปร่งใส ไม่คอร์รัปชั่น” พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของกระทรวงยุติธรรม นำโดย นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม เข้าร่วมงาน

