เมีย สจ.โต้ง ร้องกองปรายขอโอนคดี-คุ้มครองพยาน หวั่นไม่ปลอดภัย ผวาอิทธิพลเบอร์1 ปราจีน

13.12.24 | 15:06 น.

“สจ.จอย” ร้องโอนคดียิง “สจ.โต้ง” มากองปราบ เชื่อมีผู้ร่วมก่อเหตุ 9 คน วอนคุ้มครองพยานหวั่นไม่ปลอดภัย ลั่นไม่เผาศพจนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม

เมื่อเวลา 12.35 น. วันที่ 13 ธันวาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือ จอย (ส.จ.จอย) ภรรยาของนายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ ส.จ.โต้ง พร้อมด้วยนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และทนายนิติศักดิ์ มีขวด เข้ายื่นหนังสือขอโอนสำนวนคดีการตายของ ส.จ.โต้ง มาที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดยมี พ.ต.อ.สุเทพ โตอิ้ม รอง ผบก.ป. ลงมารับหนังสือดังกล่าวด้วยตัวเอง

ทนายนิติศักดิ์เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้รับการประสานจาก ส.จ.จอย ที่เป็นภรรยาของ ส.จ.โต้ง เพื่อมายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. เพื่อร้องขอให้ทำการโอนย้ายสำนวนคดีจาก สภ.เมืองปราจีนบุรี มาที่ บก.ป. เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยและเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากคดีดังกล่าวผู้เสียชีวิตถูกยิงถึง 22 นัด และโดนจุดสำคัญทั้งหมด

อีกทั้งยังมีผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้อง จึงเกรงว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะถูกแทรกแซง แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปราจีนบุรีทำงานไม่ดี เบื้องต้น ส.จ.จอย พอใจในการทำงานของตำรวจที่สามารถจับผู้ต้องหาได้ในทันที และจะทำการฝากขังศาลจังหวัดปราจีนบุรี แต่ว่าอยากให้โอนคดีเพราะกลัวไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่หากอีกฝั่งบริสุทธิ์จริง คู่กรณีก็ต้องได้รับความเป็นธรรมด้วย เนื่องจากมีหลักฐานเป็นภาพถ่าย คลิปเสียง ก็ให้นำพิสูจน์ที่ บก.ป.

ด้านนายอัจฉริยะเปิดเผยว่า ตนมาในฐานะเป็นพี่คนสนิทของ ส.จ.โต้ง ยืนยันว่าจะไม่ให้ ส.จ.โต้งตายฟรีแน่นอน โดยจะมีการตั้งทีมทนายความทั้งหมด 2 ชุดมาดำเนินการ และยังได้มีการประสานทาง บก.ป.ไว้แล้วเรียบร้อย วันนี้จึงมายื่นเอกสารอย่างเป็นทางการเพื่อให้ทำการโอนคดี

Advertisement

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ ตนตั้งข้อสงสัยว่าในที่เกิดเหตุมีบุคคลที่อยู่ในบ้านมากกว่า 7 คนที่ถูกจับ คือลูกเขยและหลานชายของนายสุนทร วิลาวัลย์ นายก อบจ.ปราจีนบุรี โดยลูกเขยทำหน้าที่ใช้ปืนจี้ข่มขู่ลูกน้องของ ส.จ.โต้งซึ่งเป็นตำรวจ ขณะที่เข้าไปช่วยเหลือหลัง ส.จ.โต้งเสียชีวิตแล้ว

ส่วนหลานชายทำหน้าที่ล็อกประตูเพื่อไม่ให้ลูกน้อง ส.จ.โต้ง เข้าไปช่วยเหลือได้ ซึ่งสองคนนี้จะอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้อย่างไร ในเมื่อก็อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่เคยสอบปากคำทั้ง 2 คนดังกล่าว ตนจึงมองว่าถ้าหากให้ สภ.เมืองปราจีนบุรีดำเนินการอยู่ จะไม่ได้รับความเป็นธรรม

“และที่ทำให้รู้สึกกังวลเป็นอย่างมากเนื่องจากว่า ส.จ.จอยกำลังต่อสู้กับผู้ที่มีอิทธิพลอันดับหนึ่งของประเทศ ซึ่งเป็นที่รู้กันในวงการนักเลงและนักการเมือง โดยกลุ่มนักการเมืองนี้สามารถแทรกแซงการทำงานของตำรวจในพื้นที่ได้ และตำรวจที่จะมาทำงานที่จังหวัดปราจีนบุรี ก็ต้องผ่านนักการเมืองกลุ่มนี้ ตนมองว่าอำนาจที่อยู่ในนักการเมืองท้องถิ่นถือว่ายิ่งใหญ่ และมีอิทธิพลค่อนข้างสูง ซึ่งถ้าหากสำนวนมาอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มองว่าเรื่องนี้จะได้รับความยุติธรรมมากกว่า” นายอัจฉริยะกล่าว

นอกจากนี้ยังอยากร้องขอให้คุ้มครองพยาน ทั้ง ส.จ.จอยและลูกชาย รวมถึงพยานที่จะนำมาให้ตำรวจ บก.ป. เป็นผู้สอบปากคำเท่านั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถาม ส.จ.จอยว่า ก่อนหน้านี้ ส.จ.โต้งและนายสุนทรได้มีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนหรือไม่ ส.จ.จอยกล่าวว่า ปกติ ส.จ.โต้ง ก็มีปัญหากับนายสุนทร ซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาก็สามารถตกลงกันได้ ทำให้ในวันเกิดเหตุ ส.จ.โต้งจึงเข้าไปเคลียร์ใจกับนายสุนทร ซึ่งครั้งแรกที่เข้าไปเคลียร์ใจนั้นมีลูกน้องของทาง ส.จ.โต้งเข้าไปด้วย และเปิดเผยว่ามีการพูดคุยกันถึงขั้นที่นายสุนทรร้องไห้ และ ส.จ.โต้งได้ก้มกราบเท้า ซึ่งการคุยครั้งแรกเคลียร์ใจกันเรียบร้อยแล้ว และ ส.จ.โต้งก็กลับเข้าไปอีกรอบ เพื่อไปส่งนายสุนทรเข้านอน และการเข้าไปครั้งที่ 2 ส.จ.โต้ง เข้าไปเพียงคนเดียว เพราะฝั่งคู่กรณีมีการปิดประตูรั้วไม่ให้ผู้อื่นเข้า โดยขณะเข้าไป ส.จ.โต้งไม่มีอาวุธปืน และยังเอาโทรศัพท์ฝากลูกน้องไว้ ดังนั้นเสียงปืนที่ดังขึ้นจะมาจาก ส.จ.โต้งได้อย่างไร

ส.จ.จอยยอมรับว่ากังวลและเป็นห่วงลูก และต้องการให้ บก.ป. เป็นผู้รับผิดชอบคดี เพราะรู้ว่าในจังหวัดปราจีนบุรีตนไม่สามารถทำอะไรได้

เมื่อถามว่ามีการบงการหรือไม่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สจ.จอยกล่าวว่า ไม่ทราบว่ามีการบงการหรือไม่ แต่การที่ ส.จ.โต้งเข้าไป ก็ไปคนเดียว ไปด้วยความไว้ใจ แต่กลับโดนยิงเข้าหน้า เข้าหัว ใครเป็นคนทำ มันโหดร้ายเกินไป ยิงแบบที่ ส.จ.โต้งไม่มีทางต่อสู้ได้ ซึ่งปกติ ส.จ.โต้ง ก็ไม่เคยพกอาวุธหรือลูกน้องเข้าไป เพราะคิดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย และไว้ใจ

เมื่อถามว่า ส.จ.จอยเชื่อหรือไม่ว่า 2 ผู้ต้องหาที่รับสารภาพจะเป็นคนยิง ไม่ใช่เป็นการมารับสารภาพแทน ส.จ.จอยกล่าวว่า เหตุมันเกิดขึ้นในบ้านของนายสุนทร จึงไม่มีใครรู้ว่าเป็นคำสั่งหรือไม่ โดยตนไปถึงหลังจากที่ ส.จ.โต้งเสียชีวิตแล้ว และไปถึงก็ไม่สามารถเข้าบ้านได้ต้องโทรให้แม่บ้านเปิดประตูให้

นายอัจฉริยะได้พูดเสริมอีกว่า สิ่งที่ตำรวจพูดว่า ส.จ.โต้งขึ้นไปข้างบนแล้วถูกยิงลงมา ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะส.จ.โต้งแค่ก้าวบันไดเพียงขั้น 2 ก็ถูกยิงจากด้านหน้า และมีการยิงซ้ำอีกหลายครั้งหลังตายไปแล้ว ซึ่ง ส.จ.โต้งยังขึ้นไปไม่ถึงห้องนอนเลย

ส่วนเรื่องคลิปเสียงที่หลุดมานั้น เป็นเหตุการณ์วันเกิดเหตุ ก่อนที่ ส.จ.โต้งจะก้มกราบเท้า ซึ่งเป็นการคุยต่อหน้า แต่คลิปเสียงที่มีการอัดมานั้น ส.จ.โต้งได้โทรไลน์หาบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ไว้ใจมาก ซึ่งปลายสายก็ได้บันทึกเสียงไว้ เพื่อเป็นหลักฐาน นอกจากนี้ยังอีกมีหลายคลิปและมีพยานอีกเยอะที่อยากให้สอบปากคำ โดยที่ผ่านมาทุกคนก็ห้ามไม่ให้ ส.จ.โต้งเข้าไป เพราะรู้อยู่แล้วเข้าไปจะโดนอะไร

ถามต่อว่าการตายของ ส.จ.โต้ง เป็นการสั่งเก็บหรือไม่ นายอัจฉริยะกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า หากไม่สั่งแล้วใครจะกล้ายิง

เมื่อถามว่าตอนนี้ ส.จ.จอยห่วงอะไรหรือไม่ ส.จ.จอยกล่าวว่า ห่วงเรื่องคดี และห่วงตัวเอง อยากให้คดี ส.จ.โต้งได้รับความยุติธรรม ไม่อยากให้ตายฟรี ที่ผ่านมา ส.จ.โต้งเป็นเสาหลักของครอบครัวที่คอยดูแลทุกคน ใจดีมีแต่ให้ แม้บุคลิกจะดูเป็นคนที่ชอบโวยวาย พื้นฐานเป็นคนชอบช่วยเหลือคน

และเมื่อถามว่าในคลิปเสียงที่ ส.จ.โต้งพูดว่า ขอให้ตัวเองได้ไปเติบโตด้วยตัวเอง และมีกระแสข่าวว่าจะไปอยู่กับพรรคการเมืองใหญ่ ส.จ.จอยทราบหรือไม่ว่า ส.จ.โต้งไปขออยู่เองหรือพรรคการเมืองใหญ่มาทาบทาม ส.จ.จอยระบุว่า ไม่ขอตอบเนื่องจาก ส.จ.โต้ง ไม่ค่อยได้พูดคุยหรือปรึกษาเรื่องนี้ ตนคอยสนับสนุนเรื่องหลังบ้านมากกว่า

เมื่อถามว่าชนวนในการก่อเหตุมาจากการที่ ส.จ.โต้งไปตบหัวลูกน้องโกธรจึงมีการลั่นไกปืนหรือไม่ ส.จ.จอยกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เพียงแค่ตบหัวจะนำไปสู่การยิงกันเลยหรือ เชื่อว่าสังคมคิดกันได้ ไม่ต้องให้คู่กรณีมาพูดหลอกพวกตน นอกจากนี้ตนยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีผลต่อการที่จะตัดสินใจลงเล่นการเมืองท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามจะต้องขอปรึกษาพูดคุยกับผู้ใหญ่ก่อน ซึ่งขณะนี้การเป็นอยู่ของตนก็มีญาติและเพื่อนๆ มาคอยดูแลและอยู่เป็นเพื่อน แต่ตนก็อยู่กับลูกชายเป็นหลัก

ถามต่อว่าหาก ส.จ.จอย เจอนายสุนทรอยากจะพูดอะไรหรือไม่ ส.จ.จอยกล่าวว่า ไม่อยากพูด ไม่อยากเจอ ไม่อยากเห็นหน้า

ต่อมาในเวลา 13.50 น. ภายหลังจากการยื่นหนังสือ นายอัจฉริยะได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการโอนสำนวนคดีมาที่กองบังคับการปราบปราม เบื้องต้นได้มีการปรึกษากับตำรวจ คาดว่าภายใน 2-3 วันนี้จะมีความชัดเจน

เมื่อถามว่าเหตุใดถึงมีตำรวจคอยติดตาม ส.จ.โต้ง นายอัจฉริยะระบุว่า ที่ผ่านมา ส.จ.โต้งได้มีการระมัดระวังตัวเองมาตลอด แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายในบ้านหลังนั้น

ด้าน ส.จ.จอยกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้รู้สึกสบายใจขึ้น แต่ก็ยังกังวลเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกในอนาคต โดยหลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนกำหนดการฌาปนกิจของ ส.จ.โต้ง จากเดิมวันที่ 17 ธ.ค. ไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม