เปิดความรู้สึกเบื้องลึก สจ.จอย วันที่ไม่มี สจ.โต้ง เมื่อถูกถามว่า ถ้าเจอ โกทร อยากฝากอะไร
เมื่อเวลา 12.35 น. วันที่ 13 ธ.ค. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) น.ส.ณภาภัช อัญชสาณิชมน หรือ จอย (ส.จ.จอย) ภรรยาของนายชัยเมศร์ สิทธิสนิทพงศ์ หรือ ส.จ.โต้ง พร้อมด้วยนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และทนายนิติศักดิ์ มีขวด เข้ายื่นหนังสือขอโอนสำนวนคดีการเสียชีวิตของ ส.จ.โต้ง มาที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดยมี พ.ต.อ.สุเทพ โตอิ้ม รอง ผบก.ป. ลงมารับหนังสือดังกล่าวด้วยตัวเอง
ผู้สื่อข่าวถาม ส.จ.จอย ถึงประเด็นบาดหมางระหว่าง ส.จ.โต้งกับนายสุนทร มีเรื่องอะไรหรือไม่ ส.จ.จอยกล่าวว่า ปกติ ส.จ.โต้ง ก็มีปัญหากับนายสุนทร ซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาก็สามารถตกลงกันได้ ทำให้ในวันเกิดเหตุ ส.จ.โต้งจึงเข้าไปเคลียร์ใจกับนายสุนทร ซึ่งครั้งแรกที่เข้าไปเคลียร์ใจนั้นมีลูกน้องของ ส.จ.โต้งเข้าไปด้วย และเปิดเผยว่ามีการพูดคุยกันถึงขั้นที่นายสุนทรร้องไห้ และ ส.จ.โต้งได้ก้มกราบเท้า
ซึ่งการคุยครั้งแรกเคลียร์ใจกันเรียบร้อยแล้ว และ ส.จ.โต้งก็กลับเข้าไปอีกรอบ เพื่อไปส่งนายสุนทรเข้านอน และการเข้าไปครั้งที่ 2 ส.จ.โต้ง เข้าไปเพียงคนเดียว เพราะฝั่งคู่กรณีมีการปิดประตูรั้วไม่ให้ผู้อื่นเข้า โดยขณะเข้าไป ส.จ.โต้งไม่มีอาวุธปืน และยังเอาโทรศัพท์ฝากลูกน้องไว้ ดังนั้นเสียงปืนที่ดังขึ้นจะมาจาก ส.จ.โต้งได้อย่างไร

ทั้งนี้ ส.จ.จอยยังระบุว่า ยอมรับว่ากังวลและเป็นห่วงลูก และต้องการให้ บก.ป.เป็นผู้รับผิดชอบคดี เพราะรู้ว่าในจังหวัดปราจีนบุรีตนไม่สามารถทำอะไรได้
เมื่อถามว่ามีการบงการหรือไม่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส.จ.จอยกล่าวว่า ไม่ทราบว่ามีการบงการหรือไม่ แต่การที่ ส.จ.โต้งเข้าไปก็ไปคนเดียว ไปด้วยความไว้ใจ แต่กลับโดนยิงเข้าหน้า เข้าหัว ใครเป็นคนทำ มันโหดร้ายเกินไป ยิงแบบที่ ส.จ.โต้งไม่มีทางต่อสู้ได้ ซึ่งปกติ ส.จ.โต้ง ก็ไม่เคยพกอาวุธหรือลูกน้องเข้าไป เพราะคิดว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย และไว้ใจ
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ส.จ.จอยเชื่อหรือไม่ว่า 2 ผู้ต้องหาที่รับสารภาพจะเป็นคนยิง ไม่ใช่เป็นการมารับสารภาพแทน ส.จ.จอยกล่าวว่า เหตุมันเกิดขึ้นในบ้านของนายสุนทร จึงไม่มีใครรู้ว่าเป็นคำสั่งหรือไม่ โดยตนไปถึงหลังจากที่ ส.จ.โต้งเสียชีวิตแล้ว และไปถึงก็ไม่สามารถเข้าบ้านได้ ต้องโทรให้แม่บ้านเปิดประตูให้
ระหว่างนั้น นายอัจฉริยะได้พูดเสริมอีกว่า สิ่งที่ตำรวจพูดว่า ส.จ.โต้งขึ้นไปข้างบนแล้วถูกยิงลงมา ยืนยันว่าไม่ใช่ เพราะ ส.จ.โต้งแค่ก้าวบันไดเพียงขั้น 2 ก็ถูกยิงจากด้านหน้า และมีการยิงซ้ำอีกหลายครั้งหลังตายไปแล้ว ซึ่ง ส.จ.โต้งยังขึ้นไปไม่ถึงห้องนอนเลย ส่วนเรื่องคลิปเสียงที่หลุดมานั้น เป็นเหตุการณ์วันเกิดเหตุ ก่อนที่ ส.จ.โต้งจะก้มกราบเท้า ซึ่งเป็นการคุยต่อหน้า แต่คลิปเสียงที่มีการอัดมานั้น ส.จ.โต้งได้โทรไลน์หาบุคคลหนึ่งซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่ไว้ใจมาก ซึ่งปลายสายก็ได้บันทึกเสียงไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคลิปและมีพยานอีกเยอะที่อยากให้สอบปากคำ โดยที่ผ่านมาทุกคนก็ห้ามไม่ให้ ส.จ.โต้งเข้าไป เพราะรู้อยู่แล้วเข้าไปจะโดนอะไร
ผู้สื่อข่าวยังถามอีกว่า การตายของ ส.จ.โต้งเป็นการสั่งเก็บหรือไม่ นายอัจฉริยะกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า หากไม่สั่งแล้วใครจะกล้ายิง
เมื่อถามว่าตอนนี้ ส.จ.จอยห่วงอะไรหรือไม่ ส.จ.จอยกล่าวว่า ห่วงเรื่องคดี และห่วงตัวเอง อยากให้คดี ส.จ.โต้งได้รับความยุติธรรม ไม่อยากให้ตายฟรี ที่ผ่านมา ส.จ.โต้งเป็นเสาหลักของครอบครัวที่คอยดูแลทุกคน ใจดี มีแต่ให้ แม้บุคลิกจะดูเป็นคนที่ชอบโวยวาย พื้นฐานเป็นคนชอบช่วยเหลือคน
เมื่อถามว่าในคลิปเสียงที่ ส.จ.โต้งพูดว่า ขอให้ตัวเองได้ไปเติบโตด้วยตัวเอง และมีกระแสข่าวว่าจะไปอยู่กับพรรคการเมืองใหญ่ ส.จ.จอยทราบหรือไม่ว่า ส.จ.โต้งไปขออยู่เองหรือพรรคการเมืองใหญ่มาทาบทาม ส.จ.จอยระบุว่า ไม่ขอตอบเนื่องจาก ส.จ.โต้ง ไม่ค่อยได้พูดคุยหรือปรึกษาเรื่องนี้ ตนคอยสนับสนุนเรื่องหลังบ้านมากกว่า
เมื่อถามว่าชนวนในการก่อเหตุมาจากการที่ ส.จ.โต้งไปตบหัวลูกน้องโกทร จึงมีการลั่นไกปืนหรือไม่ ส.จ.จอยกล่าวว่า ไม่ทราบ แต่เพียงแค่ตบหัวจะนำไปสู่การยิงกันเลยหรือ เชื่อว่าสังคมคิดกันได้ ไม่ต้องให้คู่กรณีมาพูดหลอกพวกตน
นอกจากนี้ยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีผลต่อการที่จะตัดสินใจลงเล่นการเมืองท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามจะต้องขอปรึกษาพูดคุยกับผู้ใหญ่ก่อน ซึ่งขณะนี้การเป็นอยู่ของตนก็มีญาติและเพื่อนๆ มาคอยดูแลและอยู่เป็นเพื่อน แต่ตนก็อยู่กับลูกชายเป็นหลัก
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หาก ส.จ.จอยเจอนายสุนทรอยากจะพูดอะไรหรือไม่ ส.จ.จอยกล่าวว่า ไม่อยากพูด ไม่อยากเจอ ไม่อยากเห็นหน้า
ด้าน ส.จ.จอยกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้รู้สึกสบายใจขึ้น แต่ก็ยังกังวลเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกในอนาคต โดยหลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนกำหนดการฌาปนกิจของ ส.จ.โต้ง จากเดิมวันที่ 17 ธ.ค.ไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม
ต่อมาในเวลา 13.50 น. ภายหลังจากการยื่นหนังสือ นายอัจฉริยะได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการโอนสำนวนคดีมาที่กองบังคับการปราบปราม เบื้องต้นได้มีการปรึกษากับตำรวจ คาดว่าภายใน 2-3 วันนี้จะมีความชัดเจน
เมื่อถามว่าเหตุใดถึงมีตำรวจคอยติดตาม ส.จ.โต้ง นายอัจฉริยะระบุว่า ที่ผ่านมา ส.จ.โต้งได้มีการระมัดระวังตัวเองมาตลอด แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุร้ายในบ้านหลังนั้น

