ไล่ล่าแก๊งคอลหลอกแพทย์รองผอ.รพ.-ลูกสาว เป็นตำรวจบังคับวิดีโอคอลลวงเงิน 1.5 ล้านบาทเลียนแบบคดีดัง ชาล็อต ออสติน
สืบเนื่องจากนโยบาย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนนตรี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รรท.ผบช.สอท. ตรวจสอบกลุ่มคนร้ายที่หลอกลวงประชาชนในลักษณะหลากหลายรูปแบบ จากการตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ผู้เสียหายนายแพทย์ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ แจ้งความออนไลน์ ว่าถูกคนร้ายลักษณะเป็นขบวนการ ปลอมเป็น ตำรวจ เมือง เชียงใหม่ ขู่ว่าเงินแล่วให้โอนเงิน มาคนร้ายตรวจสอบ มูลค่าความเสียหายรวม 1.5 ล้านบาท
วันที่ 16 ธันวาคม พล.ต.ท.ไตรรงต์ จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.รังสิมันฑ์ วิจิตธำรงศักดิ์ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.4 พ.ต.ท.บุญเสริม อนุมาตรฉิมพลี สว.กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.4 ร่วมกันสืบสวนพบคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข่มขู่ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน พ.ต.ท.ภัทรศักดิ์ สมงาม สว.วิเคราะห์ข่าวฯ บก.สอท.4 และ จ.ส.ต.สุประดิษฐ์ เมืองสอง ผบ.หมู่ กก.วิเคราะห์ข่าวฯ เข้าประสานข้อมูลกับ ร.ต.อ.ประโมทย์ สิงห์ดา รอง สภ.เมืองนครสวรรค์ ประสานงานติดตามคดีดังกล่าว
ทราบข้อมูลว่ามีคนร้ายโทรหาผู้เสียหายอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทผู้ให้บริการเครือข่าย โทรศัพท์ในจังหวัดเชียงใหม่ แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์ผู้เสียหายมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายฟอกเงิน และแจ้งกับผู้เสียหายว่าหากไม่ได้รู้เห็นหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ภายในเวลาที่กำหนด มิเช่นนั้นจะต้องส่งเรื่องให้ตำรวจดำเนินการ แต่ถ้าหากไม่สะดวกเข้า แจ้งความก็จะให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนทางไลน์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อแจ้งความ ผู้เสียหาย
พ.ต.อ.รังสิมันฑ์ กล่าวว่าผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและเกิดความกลัว จึงเพิ่มเพื่อนทางไลน์กับคนร้ายซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.เมือง เชียงใหม่ จากนั้นคนร้ายให้ผู้เสียหายเก็บตัวอยู่คนเดียวในห้องเพื่อทำการสอบปากคำออนไลน์ผ่านการ Video call โดยในการคุยผ่าน Video call นั้นคนร้ายแต่งกายเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจแนะนำยศและ ชื่อให้กับผู้เสียหาย พร้อมทั้งอ่านเอกสารซึ่งอ้างว่าเป็นหมายศาลว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน
พ.ต.อ.รังสิมันฑ์ กล่าวอีกว่า ผู้เสียหายหลงเชื่อและปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการฟอกเงิน คนร้ายจึงแจ้งกับผู้เสียหายว่าเพื่อเป็นการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ให้ผู้เสียหายโอนเงินในบัญชีของตนและ บุคคลในครอบครัวไปตรวจสอบ หากตรวจสอบเสร็จแล้วจะโอนเงินทั้งหมดคืนให้ตอนช่วงเย็น ผู้เสียหายจึงโอนเงินไปจำนวน 10 ครั้งไปยังบัญชีคนร้าย 4 บัญชี รวมเป็นเงิน 1,049,205.63 บาท และผู้เสียหายยังให้บิดาของตนโอนเงินให้คนร้ายอีกจำนวน 5 ครั้ง เมื่อผู้เสียหายโอนเงินให้คนร้ายแล้วคนร้ายก็ยังให้ผู้เสียหายนำทรัพย์สินมีค่าไปขายเพื่อโอนเงินให้อีก ต่อมาเมื่อถึงช่วงเย็นวันที่ 5 พ.ย. ผู้เสียหายก็ยังไม่ได้รับเงินคืน และคนร้ายก็ยังจะให้ โอนเงินเพิ่ม จึงรู้ว่าถูกหลอก เป็นเหตุให้ได้รับ
ผกก.รังสิมันฑ์ กล่าวอีกว่า พล.ต.ท.ไตรรงค์ สั่งการเน้นย้ำให้ กก.วิเคราะห์ข่าว บก.สอท.4 เร่งรัดสืบสวนหากลุ่มคนร้ายดังกล่าวซึ่งสืบสวนเบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหามีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์เบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 5 คน ที่พนักงานสอบสวน บช.สอท.ประสาน สภ.นครสวรรค์ เพื่อโอนคดีมาและจะขอศาลพิจารณาออกหมายจับ ข้อหา”ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือความตกใจ ด้วยการขู่เข็ญ, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือ ปลอมว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยเป็นการกระทำต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด และ เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้อง โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

