เผยแบงก์ขานรับดูแลลูกค้าคริปโท ระงับธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัย 7 วันเพื่อตรวจสอบ

23.12.24 | 15:23 น.

ตำรวจไซเบอร์เร่งแก้กฎหมายผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ-ธนาคาร ต้องร่วมรับผิดชอบ หาก ปชช.ถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน เผยแบงก์ขานรับดูแลลูกค้าคริปโท ระงับธุรกรรมการเงินที่น่าสงสัย 7 วันเพื่อตรวจสอบ ย้ำ 1 ม.ค.68 ดีเดย์เตรียมระงับ SMS แนบลิงก์ไม่ระบุผู้ส่ง

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. เปิดเผยถึงกรณีที่ประเทศสิงคโปร์บังคับใช้กฎหมายให้ธนาคารและค่ายโทรศัพท์มือถือร่วมรับผิดชอบหากลูกค้าถูกหลอกผ่านช่องทางออนไลน์ นำมาสู่ข้อเรียกร้องให้ประเทศไทยดำเนินรอยตามนั้น ว่า ในไทยมีการดำเนินการในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยหากเทียบมาตรการของประเทศไทยกับประเทศสิงคโปร์ถือว่ามีความใกล้เคียงกัน เพียงแต่ว่าอาจมีบางมาตรการที่มีความชัดเจน อย่างในเรื่องของการป้องกันกรณีบัญชีกับโทรศัพท์ ซึ่งประเทศไทยเรามีการกำหนดเหตุอันควรสงสัยสำหรับสถาบันการเงินเอาไว้ 19 ข้อ อาทิเช่น บัญชีที่มีการโอนเงินเข้าและออกที่มีมูลค่าน้อย ในระยะสั้นหลายครั้ง ก่อนที่จะมีการโอนยอดเงินสูงออกจากบัญชีดังกล่าวไปทันที, บัญชีที่มีปริมาณการโอนเงินเข้าออกจำนวนมาก ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งการประชุมคณะกรรมการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสถาบันการเงินได้เสนอเพิ่มอีกหนึ่งข้อและเจ้าหน้าที่ตำรวจเสนอเพิ่มอีกหนึ่งข้อ คือพฤติกรรมต้องสงสัยเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซี โดยสถาบันการเงินได้รับเรื่องไปพิจารณา ซึ่งพฤติกรรมต้องสงสัยเหล่านี้ สถาบันการเงินธนาคารจะใช้อำนาจตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระงับธุรกรรมไว้ก่อน 7 วัน เพื่อทำการตรวจสอบ ซึ่งอันนี้จะใกล้เคียงกับมาตรการที่ประเทศสิงคโปร์มี

ส่วนมาตรการในเรื่องของความรับผิดชอบ ประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่สามารถดำเนินการได้เช่นเดียวกับสิงค์โปร์ทันที ยกเว้นฉบับที่ 3 เรื่องธนาคารและผู้ให้บริการโทรศัพท์ต้องร่วมรับผิด ที่เรามี พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กำหนดหน้าที่ให้ธนาคารและผู้ให้บริการโทรคมนาคมอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีการกำหนดบทลงโทษ ซึ่งในส่วนนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยและ กสทช.สามารถออกกฎเพิ่มเติมได้

พล.ต.ท.ไตรรงค์กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมอยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอยู่ ซึ่งอาจจะมีการปรับเพิ่มในส่วนตรงนี้เข้าไปด้วย อย่างไรก็ตาม ขอนำเรียนว่ามาตรการของไทยในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศสิงคโปร์ เพียงแต่พี่น้องประชาชนอาจจะยังไม่ทราบ จึงอยากประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องได้รับทราบและให้เกิดความมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่นั้นได้ตระหนักถึงโทษและภัยของอาชญากรรมออนไลน์ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ได้มีกรณีตัวอย่างที่ศาลสั่งให้สถาบันการเงินชดใช้เงินให้กับผู้เสียหายในคดีคอลเซ็นเตอร์และคดีหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งแนวทางศาลก็จะมาเทียบเคียงกับแนวทางทั้ง 19 ข้อ ว่าสถาบันการเงินได้ทำตามหรือไม่ หากไม่ทำตามก็ต้องมีการรับผิดชอบร่วมความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นกรณีทางแพ่ง แต่หากจะมีโทษทางอาญาเหมือนประเทศสิงคโปร์ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ กสทช.จะต้องไปออกกฎ และเชื่อว่ามาตรการของไทยไม่ได้ด้อยหรือยิ่งหย่อนไปกว่าประเทศสิงคโปร์

Advertisement

ทั้งนี้มีรายงานว่า ขณะนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอยู่ระหว่างการนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยที่ประชุมคณะกรรมการตาม พ.ร.ก.ได้หารือในรายละเอียดการแก้ไข พ.ร.ก.ดังกล่าวมีหลายเรื่อง อาทิ

โดยมาตรการที่ 1 การมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบของธนาคารพาณิชย์ และโอเปอเรเตอร์ มาตรการที่ 2 คือ การจ่ายเงินคืน และมาตรการที่ 3 เพิ่มโทษผู้กระทำความผิด ส่วนรายละเอียดการคืนเงินให้กับผู้เสียหายอยู่ระหว่างการพูดคุย ซึ่งยังไม่มีกำหนด และไม่ต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมสภา สามารถดำเนินการได้เลย โดยแนวทางหากออกมาตรการไปแล้วและโอเปอเรเตอร์ รวมถึงธนาคารไม่ปฏิบัติตาม ทำให้เกิดความเสียหาย ต้องมีส่วนร่วมในเงินที่ประชาชนเสียไป ทั้งนี้มติของที่ประชุมระบุว่าต้องดำเนินการเพื่อตัดทุกช่องทางของมิจฉาชีพ ซึ่งผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือและธนาคารต่างเห็นด้วย

โดยมีรายงานว่าในวันที่ 1 มกราคม 68 จะมีอีก 1 มาตรการออกมาเพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ต คือการส่ง SMS ไปยังโทรศัพท์ต่างๆ ที่จะมีการแนบลิงก์เพื่อลงทะเบียน ผู้ส่งต้องแจ้งสถานะว่า เป็นใคร หากไม่พบข้อมูลผู้ส่งโอเปอเรเตอร์จะมีการระงับการส่งดังกล่าว ซึ่งการแก้ไข พ.ร.ก.ครั้งนี้ เป็นการนำบทเรียนจากประเทศสิงคโปร์ซึ่งเพิ่งออกกฎหมายลักษณะเดียวกันมาใช้ โดยไทยหวังให้มาตรการนี้สามารถปิดทุกช่องโหว่ที่มิจฉาชีพเคยใช้ผ่านระบบธนาคารและผู้ให้บริการโทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความหลอกลวงหรือการโอนเงินเข้าสู่บัญชีมิจฉาชีพ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดีอีเผย ร่างพ.ร.ก.ให้ค่ายมือถือ-แบงก์ ร่วมชดใช้ ลูกค้าถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน อยู่ในขั้นตอนกฤษฎีกา