อัจฉริยะ ร้อง ผบช.น.ตั้งกก.สอบวินัย-ฟันอาญา ตร.ร่วมขบวนการรีดชาวจีน 7 ล้าน

13.01.25 | 15:57 น.

อัจฉริยะ ร้อง ผบช.น.ตั้งกก.สอบวินัย-ฟันอาญา ตร.ร่วมขบวนการรีดชาวจีน 7 ล้าน

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 13 มกราคม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อขอให้ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและดำเนินคดีอาญา กรณีมีขบวนการอุ้มนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตํารวจโรงพักดังร่วมก่อเหตุด้วย

นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ผู้เสียหายคือ น.ส.ยูจิน วิทยากรบรรยายธุรกิจชาวจีน ซึ่งรู้จักกับ นายแดเนียล ชาวสิงคโปร์ ผ่านเฟซบุ๊กประมาณ 3 ปี โดยผู้เสียหายเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยครั้งแรกและพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่บางรัก โดยเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2566 นายแดเนียลทราบจึงติดต่อชวนจะพาไปเที่ยวและนัดเจอที่ตลาดกลางคืนก่อนที่ผู้เสียหายจะขอแยกพาครอบครัวไปร้านนวดและเมื่อผู้เสียหายกลับโรงแรมพบมีชาย 2 คน อ้างตัวเป็นตํารวจพยายามจะพาผู้เสียหายไปโรงพักบอกว่าเป็นผู้ต้องหาหลอกเงินหญิงชาวไทย ผู้เสียหายจึงโทรหานายแดเนียลและเมื่อนายแดเนียลมาถึงได้มีตํารวจระดับสารวัตรมาแสดงบัตรและพาผู้เสียหายไปที่ สน.ประเวศ

เมื่อไปถึง สน.ประเวศ ตํารวจได้ทําการยึดพาสปอร์ตและข่มขู่ผู้เสียหายทุกรูปแบบพร้อมเรียกเงินจํานวน 70 ล้านบาท ระหว่างนั้นมีนางนกต่อเป็นหญิงชาวไทย น.ส.เข้ามาร่วมข่มขู่ด้วยอ้างเป็นผู้เสียหายที่ถูก น.ส.ยูจิน หลอก จากนั้นนายแดเนียลได้เกลี้ยกล่อมให้ผู้เสียหายจ่ายเงิน แต่จ่ายไปเพียง 200,000 USDT ประมาณ 7 ล้านบาท ก่อนถูกปล่อยตัว หลังจากนั้นผู้เสียหายต้องเดินทางกลับจีน จึงส่งทนายความไปแจ้งความไว้ที่ สน.พญาไท แต่ตํารวจอ้างว่าไม่ใช่พื้นที่เกิดเหตุจึงโอนคดีไปให้
พ.ต.ท.อริย์ธัช อธิสุรีย์มาศ พนักงานสอบสวนสน.บางรัก ซึ่งเป็นท้องที่ต้นเรื่อง เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567 จากนั้นตํารวจ สน.บางรัก ได้เรียกตบทรัพย์ผู้เสียหายอีกหลายครั้งรวม 2.6 แสนบาท อ้างเป็นค่าอํานวยความสะดวก แต่สุดท้ายคดีไม่คืบหน้าผู้เสียหายจึงไลฟ์สดเตือนจีนด้วยกันบอกว่าประเทศไทยอันตรายก่อนจะมาร้องขอให้นายอัจฉริยะช่วย

ทั้งนี้นายอัจฉริยะ ได้มีการเปิดหลักฐานคลิปเสียงการตบทรัพย์และเอกสารรูปถ่ายต่างๆพร้อมฝากถึง นายกรัฐมนตรีและ ผบ.ตร. ให้ออกมาตรการในการปราบตํารวจนอกรีดให้หมดไปเนื่องจากสร้างความเสื่อมเสียให้กับประเทศชาติ

Advertisement

มีรายงานว่า น.ส.ยูจินเข้ามาจัดอบรมเชิญชวนผู้สนใจมาลงทุนที่เมืองทองธานี น.ส.นิชาภา เป็นผู้ร่วมอบรมร่วมลงทุนไปกว่า 30 ล้านบาท ด้วยการเทรดผ่านแอพพลิเคชันที่ น.ส.ยูจินแนะนำ หลังลงทุนไปแล้วพบไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ น.ส.นิชาภาไปแจ้งความที่ สน.ประเวศ หลังทราบว่าน.ส.ยูจินอยู่ที่โรงแรมแห่งย่านบางรัก ประสานตำรวจ สน.ประเวศ พาตัวน.ส.ยูจินมาที่ สน. ก่อนหน้านี้ตำรวจนอกเครื่องแบบ 2 นาย เดินทางไปก่อน แต่นางสาวยูจินไม่ยอมไปสน.อ้างว่า ถ้าไม่มีตำรวจมาด้วยไม่ไป กระทั่งมีตำรวจในเครื่องแบบเชิญตัวไปที่สน. กรณีดังกล่าวมีผู้เสียหายอีกหลายคนตกเป็นเหยื่อ แจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) รวมถึงมีผู้เสียหายร้องเรียนไปที่เพจสายไหมต้องรอดอีกหลายราย

ด้านพล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2565 โดยมี 3 สน. ได้แก่ สน.พญาไท สน.บางรัก และ สน.ประเวศ ขณะนี้ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ยืนยันว่าหากตำรวจกระทำผิดจริงจะดำเนินคดีตามกฎหมายทางวินัยและอาญาโดยไม่มียกเว้น