ผบช.น. มอบนโยบายงานป้องกันปราบปราม เตรียมจัดสายตรวจฝึกสวาทตอบโต้เหตุกราดยิง ตรวจสอบพื้นที่โดยรอบป้องกันเหตุอาชญากรรม ไม่ทิ้งลูกน้องให้โดดเดี่ยว มีวินัยปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ-กฎหมาย ไม่ปล่อยสถานบริการมีค้ามนุษย์ เด็ก ปืน ยาเสพติด
วันที่ 16 มกราคม ที่ห้องประชุมบก.อคฝ. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รองผบช.น. ดูแลงานป้องกันปราบปราม พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.3 พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.อคฝ. ร่วมประชุมงานป้องกันปราบปรามระดับรองผบก. รองผกก.ป. สวป. ในสังกัดบช.น. รวม 210 นาย และมอบรางวัลการจับกุมและผลการปฏิบัติงานป้องกันปราบปรามดีเด่น ระดับรองสวป. -ชั้นประทวน ตลอดจนตำรวจ อคฝ.หญิง (กองร้อยน้ำหวาน) ที่เข้าช่วยเหลือและจับกุมอาวุธปืนได้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่

พล.ต.ท.สยาม เปิดเผยว่า ขอบคุณชื่นชมและมาให้กำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนงานป้องกันปราบปราม ทุกคนได้ทำงานกันอย่างเข้มแข็ง มีผลการปฏิบัติในเรื่องงานป้องกันปราบปรามอยู่ในเกณฑ์ดี ขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติทุกคนที่ตั้งใจทำงานมีผลงานเป็นที่ยอมรับและสถิติอาชญากรรมลดลง งานป้องกันปราบปรามถือเป็นหัวใจสำคัญ เมื่อเหตุเกิดต้องตามจับเราจะต้องทุ่มเทสรรพกำลังมาก แต่ถ้าเราป้องกันระงับยับยั้งไม่ให้เหตุเกิดก่อนได้ถือว่าเป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สังคมสงบสุข พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา โดยได้กำชับการตรวจจุดตรวจจุดสกัดเป็นหัวใจสำคัญปิดช่องโอกาสคนร้าย เช่น สน.ประชาชื่นมีผลการจับกุมระหว่างการตั้งจุดตรวจ รูปแบบขอให้เป็นไปตามตร. กำหนด ผู้บังคับบัญชาต้องสามารถชี้แจงแนวทางการปฏิบัติขอบเขต อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ประชาชนรับทราบและตรวจสอบความโปร่งใสได้

พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า การระงับเหตุและการจับกุมนั้น ตนเห็นด้วยให้ทุกสน.มีชุดสวาท(SWAT)อยู่ ยกตัวอย่างเหตุการณ์กราดยิงที่โคราช เห็นความเห็นเพิ่มเติม เราต้องเจอที่เกิดเหตุคนแรก พื้นที่จึงควรมีชุดสวาทลงพื้นที่ไปเจอคนร้ายเชี่ยวชาญพื้นที่ เราต้องมีการฝึกยุทธวิธีเพื่อป้องกันการสูญเสีย สามารถเบี่ยงเบนคนร้ายมายิงต่อสู้กับเรา เพื่อให้ประชาชนสามารถหลบหนีไปได้ รถเข้าไปจอดที่เหตุกราดยิงที่โคราชที่ตนลงพื้นที่อาจทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ระมัดระวัง เข้าไปอยู่ในจุดไหนที่ปลอดภัย และหลอกล่อคนร้ายมาต่อสู้กับเรา หากมีชุดนี้ถึงพื้นที่ก่ออาจจะช่วยให้ประชาชนรอดตายได้หลายคนภายใน 1 นาที เราไม่ต้องรีบคนร้ายอยู่ตรงไหน เราต้องอยู่ในจุดที่ปลอดภัย คอยหาข่าวคนร้ายอยู่ตรงไหน ฝึกเพื่อให้คุ้นชิน เหมือนให้กล้ามเนื้อมันจำ เหมือนนักมวย ซ้อมให้เหมือนเดิมเพื่อออกไปโดยอัตโนมัติ

พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างสถาบัน ลดลงไปค่อนข้างเยอะ หากมีการรวมตัวถ่ายภาพพิสูจน์ทราบตัวบุคคล ลุกถึงบ้าน ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากพ่อแม่รังแกฉัน อาจจะส่งต่อสน.อื่นให้เข้าไปพูดคุยให้ผู้ปกครองหมั่นตรวจสอบบุตรหลาน ส่วนการแข่งรถในทางเบาลงไปค่อนข้างเยอะ ร้านแต่งรถข้อมูลในพื้นที่เราเดือดร้อน เขาก็ต้องเดือดร้อน ร่วมกันช่วยตรวจสอบการกระทำความผิดกับเราไปด้วย ดังนั้นเราต้องลงไปเยี่ยมให้บ่อย การเดินทางไปที่เกิดเหตุไปได้รวดเร็ว ทำให้ประชาชนรอดพ้นอันตราย อันไหนเป็นเรื่องที่ดีให้โพสต์ลงโซเชียลมีเดีย กระจายต่อเป็นกำลังใจและให้คนอื่นทำตาม ส่วนการบริหารเหตุการณ์อย่าไปปล่อยให้ลูกน้องโดดเดี่ยวโดยลำพัง หากเจอสถานการณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้เราต้องไปช่วยดูช่วยแก้ไขปัญหา และแนะนำ เป็นการสร้างภาวะผู้นำทำให้ลูกน้องเชื่อมั่น จากนั้นวิเคราะห์อาชญากรรมมีการวิเคราะห์ความเสี่ยง ออกตรวจตามห้วงเวลา สถานที่โจรหรือเวลาโจร เราจะปรับเปลี่ยนอย่างไรให้ป้องกันเหตุได้

ทั้งนี้ ต้องมองถึงสน.อื่นด้วย อาทิ มีเหตุวิ่งราวทรัพย์เฉียดมาใกล้แล้ว ต้องตรวจสอบมาประกอบในการพิจารณาวางแผนเป็นหน้ารองผกก.ป.-สวป. ต้องช่วยกันคิด อัตราที่เราต้องดูประชาชน 1,000 คน ต่อ ตำรวจ 1 คน เหมือนเราเตะฟุตบอล เราวิ่งไม่ได้ทั้งหมดแต่ต้องวิเคราะห์ทิศทางบอล ลักษณะเดียวกันกับหาข่าวอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้น อาทิ ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ ไม่ให้เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ ส่วนขวัญกำลังใจจะพิจารณามอบรางวัลให้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนสถานบริการคือภัยคุกคามของเรา ให้ดำเนินการตามกฎหมาย อาทิ ค้ามนุษย์ เด็ก ปืน ยาเสพติด ต้องไม่มี ต้องมีการข่าว ต้องไม่ปล่อยให้พวกนี้มาทำอะไรตามอำเภอใจไม่เห็นหัวพวกเราต้องอยู่ในกฎกติกา อย่าออกนอกกรอบ
พล.ต.ท.สยาม กล่าวว่า อีกเรื่องหนึ่งลูกน้องเป็นเด็กหนุ่มใจถึง จึงเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยชีวิตร่างกายข้อกฎหมาย ต้องประเมินสถานการณ์ให้รอบคอบ ทบทวนข้อกฎหมายยุทธวิธี อารมณ์ มีสติ ไม่อยากให้ลูกน้องติดคุก เวลาใช้ความรุนแรงมีคนจับภาพได้เป็นสิ่งที่ทำให้ตำรวจกลายเป็นผู้กระทำผิด รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดีย แนะนำตักเตือน ขอให้ไม่ทำให้ภาพลักษณ์ตำรวจและประเทศเสียหาย ขอให้เล่นโซเชี่ยลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ ในฐานะเราเป็นตำรวจถอดเครื่องแบบเราก็เป็นตำรวจ ทุกอย่างต้องระมัดระวัง เป็นตำรวจต้องมีวินัย ไม่ใช่ทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ อันไหนเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นกฎเป็นระเบียบตร. ต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด การแสดงความไม่พอใจผ่านโซเชียลมีเดียต้องพึงระวัง การทำอะไรไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับมีโทษหนัก ขอให้ช่วยกันเตือน ขอให้ทำงานด้วยศักดิ์ศรีของบช.น. ให้พี่น้องประชาชนกรุงเทพปลอดภัย
ด้านพล.ต.ต.ชรินทร์ กล่าวว่า เราได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานป้องกันปราบปราม ในมิติการทำงานของหน้างานป้องกันปราบปรามรุ่นใหม่ ดูแลประชากรรวมทั้ง หมด 10 ล้านคน ตำรวจสายงานป้องกันปราบปรามนครบาล 5,467 นาย เท่ากับใช้ตำรวจ 1 ต่อประชาชน 1,800 คน นโยบายงานป้องกันปราบปราม สิ่งที่ทำมาคือการไม่โดดเดี่ยวตัวเองในการทำงาน พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ นิลคูหา พล.ต.ท.วิโรจน์ จันทรังษี อดีตผบช.น. สั่งสอนเอาไว้ว่า เราจะไม่ทำงานฝ่ายเดียวในภาครัฐและเอกชนขับเคลื่อนการทำงานให้สำเร็จ อีกสิ่งหนึ่งคือการไปที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว เพราะ 1 นาทีที่รอคอย กับ 1 นาทีของตำรวจไม่เท่ากัน ทำให้ระงับเหตุได้ทันท่วงที นอกจากนี้มีการสร้างขวัญกำลังใจ ผลักดันกองทุนสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม การตั้งด่าน มีเบี้ยเลี้ยงเกิดขึ้น

