เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 มีนาคม ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการประสานกำกับติดตามผลการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 22/2558 พร้อมด้วย น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และน.ส.สุภาพิศ ผลงาม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) (สทอภ.) ร่วมกันแถลงการทดลองใช้ระบบแอพพลิเคชั่นการแจ้งเหตุการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2558 ซึ่งเกี่ยวกับมาตราในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งขันรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทาง และการควบคุมสถานบริการหรือสถานประกอบการที่ให้บริการในลักษณะคล้ายกับสถานบริการ
นายวิศิษฏ์ กล่าวว่า สำหรับแอพพลิเคชั่นการแจ้งเหตุ หรืออีกชื่อคือ Information Zoning Awareness System (IZA) หรือ ไอซ่า เป็นแอพพลิเคชั่นที่จะใช้ในการตรวจสอบการกระทำความผิดตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 22/2558 ซึ่งการทดลองใช้ในครั้งนี้ จะทดลองใช้ในเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งแอพพลิเคชั่นนี้จะทำให้ทราบว่าพื้นที่กรุงเทพฯ มีเขตใดที่อยู่ในเขตใกล้เคียงสถานศึกษา หรือพื้นที่โซนนิ่ง ที่ได้ห้ามเปิดร้านสุราหรือจำหน่ายสุราในพื้นที่เขตดังกล่าว ยกเว้นร้านที่เปิดให้บริการมาก่อนที่คำสั่ง คสช. ฉบับนี้ จะมีประกาศ แต่ถ้าร้านที่อยู่ในโซนนิ่งทำผิดกฎหมายก็จะถูกสั่งปิดถาวร ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกเขตพื้นที่โซนนิ่ง หากทำผิดก็จะถูกสั่งปิดเป็นระยะเวลา 5 ปี
นายวิศิษฏ์ กล่าวต่อว่า แอพพลิเคชั่นนี้จะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้เพิ่มขึ้น ได้ลงข้อมูลในกรุงเทพฯ เกี่ยวกับใบอนุญาตการขายสุราทั้งหมดลงไปด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ชัดเจน ถูกต้อง และดีขึ้น ขณะเดียวกันคณะกรรมการยังได้เห็นชอบที่จะนำแอพพลิเคชั่นดังกล่าว มาเป็นระบบให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุ ชี้จุด รวมถึงส่งพยานหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายและภาพวิดีโอ รวมถึงแชร์โลเคชั่นที่เกิดเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับทราบได้อีกด้วย ซึ่งจะสามารถใช้ในการดำเนินคดีต่อไป และจะเกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ รวมถึงสินบนนำจับด้วย ซึ่งเราจะได้มีการหารือกันต่อไป

ด้านน.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงทดสอบระบบ เริ่มดำเนินการในช่วงนี้ถึงเดือนพฤษภาคม ก่อนจะพัฒนาระบบต่อไปให้ดีขึ้น จากเดิมใช้ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะขยายไปในพื้นที่ปริมณฑล และจังหวัดเป้าหมาย และระยะต่อไปก็จะขยายให้ครบทุกพื้นที่ ส่วนอนาคตจะต้องนำระบบนี้ไปเชื่อมโยงกับระบบอื่น ซึ่งกำลังพัฒนาควบคู่กันไปทั้งเรื่องของแผนที่ และระบบต่าง ๆ ที่เป็นการบูรณาการการทำงานของรัฐบาล หรือบูรณาการข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอีกหลายกระทรวงที่รับผิดชอบ ทั้งนี้อยากให้ประชาชนรับทราบว่าเรื่องนี้จะเป็นฐานข้อมูลที่ดูแลประชาชนไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของบุตรหลาน และมีผลกระทบต่อผู้ปกครองหรือผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับอุบัติเหตุบนท้องถนน

ขณะที่ น.ส.สุภาพิศ กล่าวว่า สทอภ. ได้พัฒนาระบบการบริหารจัดการ โดยใช้จีไอเอสให้กับกรมพินิจฯ เพื่อกำหนดพื้นที่โซนนิ่งป้องกันปัญหาเด็กแว้นและการทะเลาะวิวาท โดยมีประชาชนช่วยแจ้งเตือนมายังภาครัฐ ซึ่งในระบบแอพพลิเคชั่นจะมีการใช้ประชาชนแจ้งชื่อ นามสกุล และจุดเกิดเหตุ รวมทั้งภาพเคลื่อนไหวเข้าสู่ระบบ เมื่อเจ้าหน้าที่ข้อมูลก็จะตรวจสอบได้ทันทีว่าเกิดเหตุใดขึ้น ซึ่งข้อมูลการรับแจ้งจะเป็นความลับ จากนั้น เจ้าหน้าที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อแจ้งเตือนและกำหนดนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาในอนาคต ทั้งนี้ คาดว่าจะพัฒนาระบบดังกล่าวให้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์และมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายได้ภายใน 3 ปี ทั้งนี้ ในอเมริกามีการนำระบบ Geoint มาใช้ตรวจสอบการเกิดเหตุร้ายในพื้นที่ต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ซึ่ง สทอภ. ก็จะพัฒนาระบบในลักษณะนี้เพื่อให้สามารถติดตามและแจ้งเตือนเหตุร้ายได้ต่อไป


