เผยสถิติร้องเรียน เจ้าหน้าที่รัฐซ้อมทรมาน-อุ้มหายลดลง หลังครบรอบ 2 ปี กม.บังคับใช้

24.02.25 | 13:57 น.

เผยสถิติร้องเรียน เจ้าหน้าที่รัฐซ้อมทรมาน-อุ้มหายลดลง หลังครบรอบ 2 ปี กม.บังคับใช้

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุม 10-09 ชั้น 10 กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “2 ปี พ.ร.บ.ทรมานฯ : กุญเเจสู่ความเป็นธรรม” โดยมี น.ส.เอมอร เสียงใหญ่ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวรายงาน และได้รับเกียรติจากคุณซินเทียร์ เวลิโก้ ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บรรยายมุมมองและความคาดหวังต่อ พ.ร.บ.ทรมานฯ พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงาน ปปท. และอื่น ๆ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า สำหรับความเป็นมาของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยประเทศต่าง ๆ ชื่นชมความก้าวของกฎหมายนี้ แต่ในด้านการปฏิบัติ การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานจะต้องมีการปรับแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน แต่ก็ต้องยอมรับว่าการออกกฎหมายจะใช้เพื่อไปข้างหน้า แต่ก็มีความคาดหวังอยากให้กฎหมายฉบับนี้ได้ใช้ย้อนหลังด้วย อย่างไรก็ตาม คดีจำนวนมากล้วนเป็นเรื่องระหว่างประเทศ มีหลักอธิปไตยของแต่ละประเทศ ตนเห็นใจสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตัวแทนระหว่างประเทศ เมื่อไปขอความร่วมมือใด ๆ ก็เป็นไปได้ที่ประเทศนั้น ๆ จะประสานได้ไม่ราบรื่นนัก แต่กฎหมายนี้คือกุญแจไปสู่ความเป็นธรรม หากประเทศใดขาดความเป็นธรรมก็จะอยู่ยาก หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศไทยที่มีกฎหมายฉบับนี้จะช่วยปกป้องคุ้มครองประชาชน และจะไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐรายใดกระทำลักษณะการทรมานและบังคับให้สูญหาย ถือเป็นกฎหมายที่ประชาชนให้ความหวัง และเราก็ได้ใช้มา 2 ปี เชื่อว่าเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความเป็นธรรมแก่ประชาชน

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า ความเป็นธรรมในงานบริหาร คือ การจัดทำร่างระเบียบ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายว่าด้วยการช่วยเหลือ เยียวยาและฟื้นฟูผู้เสียหาย ซึ่งหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ได้ทำสุดหน้าที่แล้ว แต่ระเบียบดังกล่าวยังอยู่ระหว่างกระทรวงการคลังพิจารณารับรองให้ความเห็นชอบ ทำให้ในวันนี้สหประชาชาติยังตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดกระทรวงการคลังจึงออกช้า ตนและคณะฯ อยากให้มีการเร่งรัดเพื่อประโยชน์ของประชาชน แม้กฎหมายมีอายุครบ 2 ปี ก็ยังมีเรื่องท้าทายบางเรื่องที่มันยังขาดตกบกพร่องไป เพราะยังไปเกี่ยวข้องในส่วนของกฎหมายอื่น ๆ อาทิ เรื่องของการเยียวยา ซึ่งต้องมีระเบียบที่กระทรวงการคลังต้องรับรองให้ ซึ่งคณะกรรมการก็ได้เร่งรัดติดตามเรื่อง รวมถึงบางข้อความมันเป็นนามธรรม เช่น คำว่า “มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าถ้าส่งไปจะทรมาน” แต่ถ้าเกิดอีกประเทศหนึ่งยืนยันได้ว่าไม่ทรมานจะทำอย่างไร ลักษณะแบบนี้จึงอยากให้ไปหาระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการเพื่อให้เป็นหลักประกันกับประชาชน แต่โดยรวมแล้วการเกิดกฎหมายนี้มีคดีไปสู่ศาลเพียง 2 คดี แสดงว่าเป็นการป้องกันที่ดี และที่สำคัญขณะนี้ในทุกคดีจะมีเรื่องร้องเยอะ แต่พอเอาไฟล์ภาพจากกล้องออกมาดูปรากฏว่าไม่ได้เป็นตามเรื่องร้อง แต่ก็ถือว่าข้าราชการได้ตื่นตัว จะได้มีมาตรฐานในการทำงาน

Advertisement

 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่สาระของกฎหมายมีผลย้อนหลังนั้น ยกตัวอย่างกรณีถ้าหากยังไม่เจอผู้สูญหายหรือไม่ทราบชะตากรรม เราจะไม่นับอายุความ ส่วนบางเคสที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เราก็ต้องย้อนไปดู ทั้งนี้ ด้วยความที่ผ่านระยะเวลามานาน เราจะมีวิธีการสืบสวนหาร่องรอยอย่างไรได้บ้าง โดยเฉพาะในกลุ่มของคนไทยที่หายสาบสูญในต่างประเทศนั้น ซึ่งปกติเป็นความผิดนอกราชอาณาจักร กฎหมายได้ให้อัยการเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งก็อย่างที่ตนได้เรียนไปว่าเรามีความเห็นใจต่ออัยการ ดังนั้น จึงต้องเป็นในส่วนของ พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 หรือ MLAT แต่อย่างไรรัฐก็ต้องให้ความสนับสนุนต่ออัยการเรื่องงบประมาณและการประสานงาน

ขณะที่ชะตากรรมล่าสุดของคนไทยทั้ง 9 รายที่หายสาบสูญในต่างแดน ทางข้อมูลการรายงานยังไม่ทราบ แต่การมีความเชื่อและการมีหลักฐานมันแตกต่างกัน เพราะในกระบวนการยุติธรรมเราต้องพึ่งพยานหลักฐาน ส่วนด้วยความที่ไม่มีอายุความจะเป็นการทำให้ครอบครัวของผู้สูญหายจะต้องรออย่างไม่มีความหวังหรือไม่นั้น อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ ตนขอยกเคสกรณีของคดีนางลำดวน สีกันยา ที่ถูกทำให้เสียชีวิตในประเทศอังกฤษ ทางครอบครัวนางลำดวนก็อยากได้กระดูกกลับมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่เนื่องจากกฎหมายของประเทศอังกฤษ ต้องการนำตัวผู้ต้องสงสัยหรือผู้กระทำความผิดไปตรวจดีเอนเอ ซึ่งเราก็ได้แก้ปัญหาด้วยการยกเลิกวีซ่าและส่งกลับผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องสงสัยไปให้เขา อันนี้ก็เป็นความร่วมมือ

 

ดังนั้น ถ้ามองหลักสำคัญจึงอยู่ที่เรื่องของความร่วมมือ ขอย้ำว่าคงต้องมีการยกระดับความร่วมมือมากขึ้น เพราะในตอนนี้ประเทศในกลุ่มอาเซียนตระหนักถึงความสำคัญเรื่องอาชญากรรม แต่ความผิดเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการอุ้มหายนี้ไม่ได้อยู่ในคดีข้ามชาติของอาเซียน เพราะประเทศอื่นไม่มีกฎหมายนี้ เขามีแต่เรื่องค้ามนุษย์ เรื่องยาเสพติด หรือภัยออนไลน์ ประเทศอื่นจึงตกใจว่ามีกฎหมายนี้ด้วยโดยเฉพาะในประเทศไทย เราจึงต้องพยายามสื่อสารให้ประเทศในอาเซียนเข้าใจในตัวกฎหมายฉบับนี้

พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า ได้มีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวทางการเมือง อดีตผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 และกลุ่มเพื่อน เข้าสอบถาม รมว.ยุติธรรม ถึงความคืบหน้าร่างระเบียบการเยียวยาญาติของผู้สูญหาย-ซ้อมทรมาน และการประท้วงอดอาหารของผู้ต้องขังทางการเมือง ซึ่งบางรายถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเพื่อเรียกร้องการได้รับการประกันตัวชั่วคราว และประเด็นที่ศาลแพ่งได้จำหน่ายคดี และมีอัยการได้แถลงในชั้นศาลว่า นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ยังมีชีวิตอยู่ จึงอยากให้ทางกระทรวงยุติธรรมพิจารณาคุ้มครองพยานของ น.ส.พิณนภา หรือมึนอ ภรรยาของบิลลี่และญาติ หลังจากที่คดีอาญาสิ้นสุดไปแล้ว เพราะน่าจะเป็นประโยชน์กับการค้นหาความจริงของญาติเช่นกัน โดย รมว.ยุติธรรม ได้รับฟังพร้อมยืนยันว่า ในเรื่องระเบียบการเยียวยาญาติผู้เสียหายฯ เราไม่โยนความรับผิดชอบให้หน่วยงานใด เพราะเราได้เร่งติดตามให้กระทรวงการคลังมีความเห็นชอบในร่างระเบียบการเยียวยาฯ มาอย่างต่อเนื่อง ส่วนกรณีของนายบิลลี่ ตนจะได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการชี้แจงเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการอดอาหารประท้วงของผู้ต้องขังในคดีการเมืองถึงการได้รับปล่อยตัวชั่วคราวนั้น หากมองจากเคสของ น.ส.เนติพร หรือบุ้ง เรายืนยันว่าราชทัณฑ์ได้ให้ความดูแลเรื่องพยาบาล และจะเป็นบทเรียนไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสถิติจำนวนคดีตามความผิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ รวม 141 ราย ประกอบด้วย การถูกทรมาน 58 ราย การกระทำโหดร้ายไร้มนุษยธรรม 45 ราย การบังคับสูญหาย 17 ราย และกรณีมีความผิด 2 ฐานขึ้นไป 21 ราย

ส่วนรายคดีที่ได้เข้ากระบวนการของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ จำนวน 2 คดี ประกอบด้วย กรณีของนายทหารผู้รับผิดชอบการฝึก “พลทหารกิตติธร เวียงบรรพต” ที่เสียชีวิตเนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือด พื้นที่เกิดเหตุ จ.เชียงราย โดยพนักงานอัยการสั่งฟ้องมาตรา 6 (ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไร้มนุษยธรรมโหดร้าย) ตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ส่วนอีกคดีคือกรณีของ “พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล“ ค่ายนวมินทร์ จ.ชลบุรี โดยอัยการสั่งฟ้องผู้กระทำทรมานในความผิดมาตรา 5 (การทรมานต่อกายและใจ) ตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังได้มีการติดตามตรวจสอบกรณีบุคคลสัญชาติไทยซึ่งสูญหายในต่างประเทศ จำนวน 9 ราย ประกอบด้วย สูญหายในประเทศ สปป.ลาว จำนวน 5 ราย เวียดนาม 3 ราย และกัมพูชา 1 ราย ซึ่งคณะอนุกรรมการติดตามและตรวจสอบกรณีการกระทำให้บุคคลสูญหายในต่างประเทศ อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ทบทวนการดำเนินงานที่เคยดำเนินการแล้ว และแสวงหาแนวทางใหม่ รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

ส่วนการตรวจสอบการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว ตามพระราชบัญญัติมาตรา 28 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ที่แจ้งการเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัวมายังคณะกรรมการฯ เพื่อตรวจสอบว่าการเสียชีวิตดังกล่าวเกิดจากการทรมานหรือไม่ โดยปัจจุบันมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 679 ราย แบ่งเป็น ภายใต้การควบคุมตัวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จำนวน 52 ราย และภายใต้การควบคุมตัวของกรมราชทัณฑ์ จำนวน 627 ราย ทั้งนี้ ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากสาเหตุตามธรรมชาติ เนื่องด้วยโรคประจำตัว