ตั้ง ‘วัชรินทร์’ นั่งหัวโต๊ะร่วม DSI สอบ ปม 7 อดีตตำรวจรุมทำร้ายผิดตัว 12 มี.ค.นี้

26.02.25 | 15:54 น.

7 อดีตตำรวจจราจรรุมทำร้ายผิดตัวมีหนาว อัยการสูงสุดตั้ง “วัชรินทร์” รองอธ.อัยการสอบสวน นั่งหัวหน้าคณะทำงานกำกับสอบสวนคดีตาม พรบ.อุ้มหาย ประชุมร่วมดีเอสไอ 12 มี.ค.นี้


จากกรณีที่ปรากฎเป็นข่าว 7 ตำรวจจราจร สังกัดกองกำกับ 1 บก.จร. ก่อเหตุร่วมกันทำร้ายร่างกายคนขับรถมาสด้าสีแดง นายธนานพ เกิดศรี อายุ 34 ปี ลูกชาย พ.ต.ท.ธนชัย เกิดศรี อายุ 62 ปี อดีต สว.กก.2 บก.ปทส. ได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อเดือน ก.ย.2567 บริเวณใกล้ด่านตรวจบริเวณซอยประเสริฐมนูกิจ 21 แขวงเสนานิคม เขตจตุจักร กทม. โดยเจ้าหน้าที่เข้าใจผิดว่า นายธนานพ เป็นคนขับรถมาสด้าสีแดง แหกด่านตรวจ แต่ปรากฏว่าเป็นการจับกุมผิดตัว โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค.2567 ซึ่งมีรายงานว่าได้มีคำสั่งให้ตำรวจทั้ง 7 นายออกราชการพร้อมตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายเเรง

โดยในส่วนคดีอาญาได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ ตร.ทั้ง 7 นายความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตำรวจทั้ง 7 นาย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ (พ.ร.บ.อุ้มหาย) ได้มีหนังสือแจ้งพนักงานอัยการเพื่อทราบและพิจารณาข้อเท็จจริงว่าเป็นความผิดหรือไม่

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ก.พ.นายโชคชัย สิทธิผล อธิบดีอัยการ สำนักงานสอบสวนมีหนังสือตอบกลับไปยังดีเอสไอ แจ้งรายชื่อพนักงานอัยการที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งตั้งคณะทำงานผู้เข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ ในคดีดังกล่าวซึ่ง ประกอบด้วย นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีสำนักงานการสอบสวน อัยการมือสอบสวนชื่อดัง เป็นหัวหน้าคณะทำงาน , นางสาววณี เกษตรธรรม อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 5 เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน,นางสาวทักษอร สุวรรณสายะ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด,นางสาวบุษยภา เมณฑกา อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด,นายธีรัช ลิมปยารยะ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เเละมี นางสาวศรัณย์ตา พงศ์หมายเกื้อ เจ้าพนักงานคดีชำนาญการพิเศษ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

Advertisement

มีอำนาจหน้าที่ ดำเนินการตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนในทันที เพื่อให้เป็นตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ฯ เเละระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯและแนวทางปฏิบัติว่าด้วยการดำเนินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ โดยเคร่งครัด

โดยจะให้เข้าร่วมการประชุมพร้อมกับดีเอสไอวันที่ 12 มี.ค.2568 ที่ห้องประชุม 3 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ

ผู้สื่อข่าวรายงานคดีนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ฯ ซึ่งถือว่าเป็นการจับกุมควบคุมตัวและมีการทำร้ายร่างกาย ไม่ต้องส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เนื่องจาก พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 31 บัญญัติไว้เพียงแค่แจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทราบเท่านั้น เพราะเมื่ออัยการสูงสุดชี้ขาดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบแทนพนักงานสอบสวนจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลก็เป็นอำนาจหน้าที่ อสส.สั่งชี้ขาดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจสอบสวนได้ แต่การสอบสวนดังกล่าวต้องมีอัยการเข้าไปตรวจสอบและกำกับการสอบสวนซึ่งเป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว เมื่อพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบแล้วถือว่าคดีนี้เป็นคดีพิเศษ เทียบเคียงกับคดีที่เกิดขึ้นคือคดีลุงเปี๊ยกที่ถูกตำรวจสภ. อรัญประเทศจังหวัดสระแก้วมีการซ้อมทรมาน ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้มีอำนาจสอบสวนและมีอัยการเข้ามาตรวจสอบกำกับการสอบสวน