ICJ ชี้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ไทย นิยามแคบกว่าสากล เผย ยูเอ็น คอมเมนต์ปม ‘อายุความ’ คาใจ 77 คดี ไม่คืบ

1.03.25 | 16:10 น.

คณะกรรมการนิติศาสตร์สากล ชี้ ‘พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย’ นิยามแคบกว่าสากล

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม เวลา 13.00 น. ที่ชั้น 3 Slowcombo (สโลว์คอมโบ) สามย่าน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงาน ‘Echoes of Hope ให้กฎหมายทำงาน ให้ความยุติธรรมเป็นจริง: 2 ปี พ.ร.บ.ป้องกันทรมาน-อุ้มหาย’ เพื่อร่วมย้อนเส้นทางตลอด 2 ปี ที่ประเทศไทยมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและอุ้มหายฯ ทั้งบทเรียน เรื่องราว หลักการ และความทรงจำ

โดยภาพในงานนอกจากไฮไลต์มี 2 วงเสวนาแล้ว ยังมีกิจกรรมฉายหนังสั้น 2 เรื่อง ได้แก่ สุสานดวงดาว และ ร่างอันตรธาน รวมถึงการแสดง Performance Art จากกลุ่มลานยิ้มการละคร อีกด้วย

เวลา 14.00 น. เข้าสู่วงเสวนาแรก ‘ข้อเสนอแนะ ความพร้อม ข้อท้าทายของไทย ต่อสถานการณ์การทรมานฯ’ นำโดย น.ส.สัณหวรรณ ศรีสด คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ), นายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยประจำประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ กลุ่มด้วยใจ, น.ส.นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และดำเนินรายการโดย เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล

Advertisement

โดยภาพในงานนอกจากไฮไลต์มี 2 วงเสวนาแล้ว ยังมีกิจกรรมฉายหนังสั้น 2 เรื่อง ได้แก่ สุสานดวงดาว และ ร่างอันตรธาน รวมถึงการแสดง Performance Art จากกลุ่มลานยิ้มการละคร อีกด้วย

ในตอนหนึ่ง น.ส.สัณหวรรณ ศรีสด คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล กล่าวว่า คณะกรรมการ UN เขามองว่า มันเป็นเรื่องดีที่เรามีกฎหมายพ.ร.บ.ป้องกันทรมาน-อุ้มหาย แต่อยากให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายขึ้นมาอีก เพื่อทำให้มันสมบูรณ์มากขึ้น โดยหนึ่งในคอมเมนต์หลัก คือ เรื่องอายุความ

“ตามจริงแล้วหฎหมายระหว่างประเทศเรื่องการทรมาน-อุ้มหาย ความผิดภายใต้พ.ร.บ.นี้ ไม่ควรที่จะมีอายุความ แต่ปัจจุบันกฎหมายของเราติดอยู่เหมือนกับกฎหมายอาญาทั่วไป 10-20 ปี รวมถึงบทนิยามที่คณะกรรมการ UN มองคำว่า ‘ทรมาน’ ของไทยตีความแคบกว่าสากลอยู่เล็กน้อย ก็อยากให้มีการแก้เพื่อให้สะท้อนบทนิยามอย่างแท้จริง” น.ส.สัณหวรรณระบุ

น.ส.สัณหวรรณ กล่าวต่อว่า อีกทั้งยังมีคอนเมนต์เกี่ยวกับ ‘ผู้บังคับบัญชา’ จะต้องรับผิด ว่ามีการตีความแคบกว่าสากลเล็กน้อย ถ้าเป็นหัวหน้ารู้ว่าลูกน้องไปทรมาน หรือ อุ้มหาย ถือว่ามีความผิด แต่ว่ากฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่แค่หัวหน้าทราบ ทว่าหัวหน้าที่รู้แต่เพิกเฉยก็มีความผิด ซึ่งกลไกนี้สำคัญเพราะว่า มันเป็นกลไกป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ก็คือ หัวหน้าต้องช่วยดูว่า ลูกน้องตัวเองทำอะไรหรือเปล่า

“รวมถึงมีการติดตามทวงถามถึงกรณีอุ้มหายว่า ทำไมยังไม่มีความคืบหน้า เพราะทางสหประชาชาติเขาก็มีการบันทึกการอุ้มหาย ที่เขาบันทึกไว้เอง ซึ่งปัจจุบันก็มีเคสที่ค้างอยู่ ประมาณ 77 เคส เขาก็ถามว่าทำไมมันไม่มีความคืบหน้าสักเท่าไหร่ และเขาก็แสดงความกังวลใจว่า มันมีความพยายามที่จะเอาชื่อออกจากลิสต์ของสหประชาชาติ เขาก็เลยอยากให้มาดู

อาจจะฝากไปถึงกระทรวงยุติธรรมสักนิดหนึ่ง เพราะเมื่อวานมีโอกาสได้คุยกับญาติผู้เสียหาย เขาบอกว่าปี 2562 ตอนทีทำลิสต์มีการมาถามว่า ญาติเป็นใคร มาจากไหน แต่ว่าพอหลังจาพ.ร.บ.บังคับใช้ มันยังไม่มีใครมาคุยกับเขาเลย เขาก็อยากให้ไปคุยว่า มันจะมีการสืบสวนสอบสวนไหม หรือ หลังใช้พ.ร.บ.มันมีความคืบหน้าอย่างไร เหมือนที่ทำในปีนั้น” น.ส.สัณหวรรณชี้