รองผบช.ภ.7 ประชุมคณะพนักงานสอบสวนเร่งรัดคดีคานปูน-เครนก่อสร้างหล่นทับถนนพระราม 2 ดำเนินคดีความผิดสภาพแวดล้อม เร่งสอบปากคำความเห็นนักวิชาชีพ หาบทสรุปสาเหตุ-คนรับผิด
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พล.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบช.ภ.7 มอบหมายให้ พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร รอง ผบช.ภ.7 (กม) เป็นประธานในการประชุมติดตามความคืบหน้ากรณีเหตุคานสะพานก่อสร้าง ถ.พระราม 2 ถล่ม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล, ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร, พ.ต.อ.ภคิน ศิวเมธากุล, รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร, พ.ต.อ.พิเชษฐ์พงศ์ แจ้งค้ายคม, ผกก.สภ.เมืองสมุทรสาคร, พ.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ เครือวณิชธรรม, ผกก. (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน ภ.จว.สมุทรสาคร
ด้วยเหตุในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 เกิดเหตุคานปูนและเครนก่อสร้างถนนยกระดับบนถนนพระราม 2 โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน-บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว ตอน 1 ช่วง กม.21+600 เขตพื้นที่หมู่ 1 และหมู่ 2 ตำบลคอกกระบือ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร หล่นจากที่ติดตั้งลงมา เป็นเหตุให้มีคนงานรับบาดเจ็บและเสียชีวิต ดังนี้
ผู้เสียชีวิต จำนวน 6 ราย
1.นายอภิวัฒน์ พะพันทาง อายุ 30 ปี สัญชาติไทย เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
2.นายเอหรือAYAR อายุ 37 ปี เสียชีวิตที่ รพ.สมุทรสาคร
3.นายสุทัศน์ บุญเรื่อง อายุ 31 ปี สัญชาติไทย เสียชีวิตที่ รพ.มหาชัย 1
4.นายชิต โกโก เมียนมา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
5.นายเพียว โกโก เมียนมา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
6.นายอ่อง เทียน เท เมียนมา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
ผู้บาดเจ็บ
- รักษาตัวอยู่ใน รพ.สมุทรสาคร จำนวน 4 ราย
1.นายนัน โกโก อายุ 24 ปี เมียนมา
2.นายเบ ดา อายุ 34 ปี เมียนมา
3.นายวรยศ ศรีรีเวช อายุ 25 ปี
4.นายพสิน ผิวทน อายุ 19 ปี
- รักษาที่ รพ.เอกชัย จำนวน 1 ราย
1.นายพงษ์ศักดิ์ นรสาร อายุ 35 ปี
- รักษาที่ รพ.วิชัยเวชสมุทรสาคร จำนวน 1 ราย
1.นายทรงวุฒิ พุทธเสน อายุ 18 ปีเศษ
- ผู้บาดเจ็บที่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้าน จำนวน 3 ราย
1.นายสอย โกโก อายุ 20 ปี ถลอกที่ศีรษะ
2.นางสาวเมตู มิน อายุ 32 ปี เป็นลม
3.นายอองซอ นิน อายุ 31 ปี ถลอกร่างกาย
สรุป เสียชีวิต 6 (คนไทย 2 ต่างด้าว 4) บาดเจ็บ 9 (คนไทย 4 ต่างด้าว 5) ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว นั้น

ตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาส่งเสริมสนับสนุน และแก้ไขปัญหางานสอบสวนอันเป็นอำนวยความยุติธรรมทางอาญา ให้ตำรวจเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนอย่างแท้จริง ตำรวจภูธรภาค 7 โดยการนำของ พล.ต.ต.ท.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิด ผู้บัญซาการตำรวจภูธรรภาค 7 ได้มอบหมายให้
พล.ด.ต.อุทัย กวินเดชาธร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 รับผิดชอบฝ่ายกฎหมายและสอบสวน เข้าควบคุมคุม กำกับ ดูแล การสอบสวนใน คดีดังกล่าว เพื่อสอบสวนถึงสาเหตุและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ ในทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกต่อไป
ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ประชาชนผู้สัญจร ทั้วไป พล.ต.ต.อุทัย กวินเดชาธร เห็นว่า เหตุดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นซ้ำมาหลายครั้งแล้ว มีผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ต่อเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง จึงได้เร่งรัด กำชับ การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ให้มีความศักดิ์สิทธิ์เกิดความผาสุกแก่ประชาชนไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีกต่อไป ซึ่งได้เร่งรัดการทำงานสืบสวนสอบสวนมาโดยตลอด ในวันนี้จึงได้จัดประชุมเร่งรัดการสำนวนสอบสวนขึ้นเป็นครั้งที่ 3

สรุป ผลการดำเนินการได้ว่า ขณะนี้ชุดพนักงานสอบสวนได้สอบสวนปากคำ ผู้เกี่ยวข้อง ได้ 27 ปาก และได้ดำเนินคดีกับ บริษัท พีเอสชีไอ คอนสตรัคชัน จำกัด ในความผิดเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานต่างด้าวทำงานนอกเหนือสิทธิ ไปแล้ว ทั้งนี้ยังได้ดำเนินคดีกับ บริษัท อุดมศักดิ์เชียงใหม่ จำกัด และ บริษัท พีเอสซีไอ คอนสตรัคชัน จำกัด ในความผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยอาชีวะอนามัยและสภาพแวดล้อมของการทำงานฯ ไปแล้ว
แต่ยังคงเหลือ เรื่องการรวบรวมพยานหลักฐานจาก สอบสวนกรมทางหลวง เพื่อทราบรายละเอียดร่างขอบเขตของงาน (TOR) คุณสมบัติผู้ประมูลงาน การให้ รับเหมาช่วง และแผนการตรวจสอบงานก่อสร้าง โยธาธิการและผังเมืองสมุทรสาคร นายกสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัปถัมภ์ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ความเห็นของผู้ชำนาญการด้านวิศวกรรม ซึ่งได้มีการติดต่อไปแล้ว อยู่ระหว่างการตอบรับ เพื่อหาสาเหตุของการเกิดเหตุ และผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการเกิดเหตุครั้งนี้ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ตำรวจภูธรภาค 7 ขอเรียนว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีสำคัญกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย และ
กระทบต่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างยิ่ง กระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของประเทศ จึงได้ให้คำมั่นว่าจะทำให้เป็นคดีตัวอย่างในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มประสิทธิภาพและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้ซ้ำขึ้นอีก ในเส้นทางพื้นที่รับผิดชอบ บนถนนพระราม 2 ต่อไป


