ดีเอสไอขอสำนวนคืนจาก ป.ป.ช. เหตุคดี 7 ตร.จราจรกลางทำร้ายลูกอดีต ตร. เอี่ยวกม.อุ้มหายฯ อัยการขีดเส้นสำนวนต้องเสร็จ เม.ย.
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 7 มีนาคม ที่ห้องประชุม 3 ชั้น 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 134/2567 กรณีที่นายธนานพ เกิดศรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สังกัดกองบังคับการตำรวจจราจร ทำร้ายร่างกายบริเวณริมถนนประเสริฐมนูกิจ ก่อนถึงตึกอาร์เอส เป็นเหตุให้ นายธนานพ เกิดศรี บุตรชายของ พ.ต.ท.ธนชัย เกิดศรี อดีต สว.กก.2 บก.ปทส. ได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 01.40 น.
ต่อมาภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 7 นาย ทราบว่าได้เข้าใจผิดคิดว่ารถคันที่นายธนานพขับมานั้นเป็นรถที่แหกด่านจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์หลบหนี เนื่องจากเป็นรถยนต์ ยี่ห้อ รุ่น และสีเดียวกันกับรถคันที่แหกด่านหลบหนีไป จนกระทั่งตำรวจ 7 นาย ถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อนนั้น โดยมีนายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานกำกับการสอบสวนคดีความผิดแห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ และนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมด้วยพนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าทางคดีครั้งที่ 1 และวางกรอบแนวทางการสอบสวนขยายผล รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อพิจารณาความผิดแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง

นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยหลังการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมคดีพิเศษ หลังจากที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษทำหน้าที่สืบสวนตั้งแต่วันเกิดเหตุ หลังจากนั้น 2-3 วันดีเอสไอก็ได้ไปเก็บพยานหลักฐาน จากการสอบสวนดังกล่าวเป็นการสอบสวนตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ดังนั้น จึงมีหน่วยงาน 2 หน่วยที่จะต้องรับผิดชอบในการสอบสวน ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาลและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งทั้งสองหน่วยงานได้ทำหนังสือมาถึงสำนักงานอัยการสูงสุด โดยที่สำนักงานการสอบสวนได้ประเมินเรื่องเสนออัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดได้เป็นผู้ชี้ขาดว่าให้ดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนในคดีดังกล่าว ตามมาตรา 31 ของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ อย่างไรก็ตาม เนื้อหาสาระของกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดไว้ชัดเจนเลยว่าไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดสอบสวน จะเป็นตำรวจ ดีเอสไอ หรือฝ่ายปกครอง ก็จะต้องมีพนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุด มาทำหน้าที่กำกับตรวจสอบสำนวนการสอบสวน อาทิ คดีเป้รักผู้การ หรือคดีลุงเปี๊ยก เป็นต้น
นายวัชรินทร์เปิดเผยอีกว่า ซึ่งในคดีที่ลูกชายอดีตตำรวจถูก 7 ตำรวจจราจรก่อเหตุกระทืบจนได้รับบาดเจ็บสาหัสนั้น ทางอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานอัยการมาทำหน้าที่ตรวจสอบกำกับสำนวนการสอบสวน โดยมอบหมายให้ตนเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ วันนี้จึงถือเป็นการประชุมครั้งแรก นอกจากนี้ ตนอยากเรียนให้ทราบว่า เนื่องด้วยคดีดังกล่าว อาจมีบางคนมองว่าควรเป็นอำนาจการพิจารณาของสำนักงาน ป.ป.ช.หรือไม่นั้น คำตอบคือ หากมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และยังมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 นั้น ตามอำนาจแล้วมีหน้าที่แจ้งให้ ป.ป.ช.เพื่อทราบเท่านั้น โดยที่ ป.ป.ช.จะไม่ได้มีอำนาจในการไต่สวนเหมือนคดีทั่วไป กล่าวคือ ถ้าหากเป็นคดีทั่วไป เช่น เป็นคดีความผิดต่อเจ้าพนักงาน แต่ไม่มีความผิดความ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ อันนี้จึงจะเป็นอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช. แต่ถ้าเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ป.ป.ช. แล้วยังมีความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.อุ้มหายฯ อันนี้จะไม่ใช่อำนาจของ ป.ป.ช. แต่จะเป็นอำนาจของตำรวจ หรือดีเอสไอ หรือฝ่ายปกครอง สอบสวนได้เอง ซึ่งในเรื่องนี้อัยการสูงสุดได้มอบให้ดีเอสไอดำเนินการสอบสวน
นายวัชรินทร์เปิดเผยอีกว่า วันนี้เราได้มีการประชุมความคืบหน้าจึงได้รับทราบว่าทางดีเอสไอได้มีการไปสอบสวนปากคำทางผู้เสียหายที่ถูกทำร้ายร่างกาย และได้สอบปากคำทางบิดาผู้เสียหาย แฟนสาวผู้เสียหาย พี่สาวและน้องสาวผู้เสียหาย รวม 5 ราย อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการสอบสวนเบื้องต้นเท่านั้นในครั้งแรกที่เป็นเพียงเรื่องสืบสวน แต่วันนี้เราได้มีการกำหนดกลุ่มพยานเพิ่มเติมที่จะต้องสอบปากคำ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แม้กระทั่งเรื่องภาพจากกล้องวงจรปิด ซึ่งจะเห็นภาพค่อนข้างชัดเจน แต่เราก็ให้ดีเอสไอไปทำการสอบปากคำเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ คือ เจ้าหน้าที่เขตจตุจักร ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุ และนอกจากจะสอบปากคำกลุ่มผู้เสียหายแล้ว เราก็จะต้องมีการสอบปากคำกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดูว่ามีใครปฏิบัติหน้าที่ในเวลานั้นบ้าง และแต่ละคนมีหน้าที่ทำอะไรในด่าน
โดยจะเป็นการดูภาพจากกล้องวงจรปิดประกอบกัน และเรามุ่งเน้นการสอบสวนปากคำเพื่อให้เห็นพฤติการณ์การกระทำความผิดว่าจะมีใครเกี่ยวข้องนอกเหนือจากตำรวจ 7 นาย อีกบ้างหรือไม่ ซึ่งในบรรดาตำรวจทั้ง 7 นายนี้ มีตำแหน่งยศร้อยตำรวจเอก จำนวน 1 นาย ยศสิบตำรวจเอก จำนวน 5 นาย และสิบตำรวจโท จำนวน 1 นาย แต่อาจต้องดูว่ามีระดับผู้บังคับบัญชาหรือใครเกี่ยวข้องอีกหรือไม่ เพราะโดยหลักการแล้วลูกน้องมักจะต้องรายงานผลการปฏิบัติการไปยังผู้บังคับบัญชาให้รับทราบ จึงต้องมีการเชิญผู้บังคับบัญชามาสอบสวนปากคำด้วยว่าในการปฏิบัติหน้าที่วันดังกล่าวของลูกน้องได้มีผลรายงานอย่างไรบ้าง และตนเองนั้นรับทราบหรือไม่ อย่างไร หรือลูกน้องไม่ได้มีการรายงาน หรือช่วยกันปกปิดหรือไม่
นายวัชรินทร์กล่าวอีกว่า นอกเหนือจากการดูพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 7 นาย และระดับผู้บังคับบัญชาแล้ว เราก็จะดูไปถึงการแจ้งการจับกุม เพราะในเคสดังกล่าว ตำรวจได้มีการแจ้งการจับกุมมายังหน่วยงานเดียว คือ อัยการ แต่ไม่ได้แจ้งไปยังฝ่ายปกครอง ทั้งยังเป็นการแจ้งหลังเกิดเหตุไปแล้ว 3 วัน ทั้งที่สาระทางกฎหมายอุ้มหายฯ ได้กำหนดไว้ว่าต้องแจ้งการจับกุมทันทีต่อพนักงานอัยการและฝ่ายปกครอง ตนจึงอยากเน้นย้ำว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นตำรวจ หรือดีเอสไอ เมื่อมีการจับกุมผู้ต้องหา หรือมีการควบคุมตัวผู้ต้องหา จะต้องมีการแจ้งการจับกุมทุกกรณีต่อพนักงานอัยการและฝ่ายปกครองให้รับทราบ เพราะการไม่แจ้ง จะมีผลทางกฎหมายในมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ เพราะถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อาจถูกพิจารณาในความผิดมาตรา 157
นายวัชรินทร์กล่าวอีกว่า สำหรับการตั้งข้อสังเกตเรื่องที่ 7 ตำรวจมีการทำร้ายร่างกายผู้เสียหายผิดคันรถนั้น ตนไม่ถือว่ามีผลใดทั้งสิ้นในทางคดี ใช้เป็นคำกล่าวอ้างไม่ได้ เนื่องจากทางผู้เสียหายไม่ได้กระทำความผิดอะไร มีการเข้าด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ตามที่ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิด หรือแม้กระทั่งถูกคันก็ตาม เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายก็ไม่มีสิทธิไปทำร้ายร่างกายหรือทรมานบุคคลใด เพราะสาระทางกฎหมายอุ้มหาย ได้มีการระบุระวางอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำ 5 ปี สูงสุด 15 ปี ดังนั้น จะผิดหรือถูกคัน เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีสิทธิอ้างในการไปทำร้ายร่างกายใคร ซึ่งจากการสอบสวนเบื้องต้น ทั้ง 7 ตำรวจ อาจเข้าข่ายฐานความผิดมาตรา 5 เนื่องจากเป็นการกระทำอันตรายต่อร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง แต่ยังไม่ถึงขั้นกระทำย่ำยีละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ
นายวัชรินทร์กล่าวด้วยว่า ส่วนสำนวนคดีหลักที่มีการดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 7 นาย ทราบว่าทางตำรวจ สน.บางเขน ได้มีการส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช.แล้ว ซึ่งจริงๆ ไม่ต้องส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช. เพราะเมื่อเกิดพฤติการณ์เกี่ยวกับกฎหมายอุ้มหาย สิ่งที่ต้องทำคือการแจ้ง ป.ป.ช.ให้รับทราบเท่านั้น วันนี้ที่ประชุมจึงมีมติให้ทางดีเอสไอทำหนังสือถึงเลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อขอสำนวนดังกล่าวคืนจาก ป.ป.ช. มาดำเนินการ ในการส่งสำนวนของ สน.บางเขน ไปยัง ป.ป.ช. มีความเป็นไปได้ว่าในตอนนั้น เจ้าพนักงานมองว่าเป็นเพียงความผิดตามกฎหมายของ ป.ป.ช. คือ ความผิดต่อเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่แม้ว่าดีเอสไอจะยังไม่ได้รับสำนวนคืนกลับมาจาก ป.ป.ช. แต่ก็ได้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว เพราะเมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว จะต้องมีการสอบสวนกลุ่มพยานใหม่อีกครั้ง และเราได้ตั้งกรอบการทำสำนวนว่าจะต้องเสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายนนี้
นายวัชรินทร์กล่าวต่อว่า อยากประชาสัมพันธ์ให้เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ว่าจะเป็นการจับกุมใดก็ตาม จะต้องมีการบันทึกภาพและเสียง มีการแจ้งการจับกุมไปยังพนักงานอัยการและฝ่ายปกครอง ให้ตระหนักถึงสาระกฎหมายในเรื่องการอุ้มหายและการซ้อมทรมาน เพราะถึงแม้ว่ากฎหมายจะมีอายุการบังคับใช้ครบสองปี แต่บางหน่วยงานก็ยังไม่ได้มีการแจ้งการจับให้ครบถ้วน
ด้านนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าเรื่องร่างระเบียบว่าด้วยการช่วยเหลือ การเยียวยา และการฟื้นฟู ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันจากกฎหมายอุ้มหายนั้น ปัจจุบันนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ซึ่งทางกระทรวงยุติธรรมเองได้มีการยื่นเอกสารและขอความเห็นชอบไปแล้ว ว่าเราอยากให้มีการออกระเบียบเพื่อที่จะได้มีการนำเงินมาเยียวยาผู้เสียหายและครอบครัวผู้เสียหาย
ทั้งนี้ ให้คำยืนยันว่าเป็นเรื่องระหว่างหน่วยงานที่เราต้องติดตามต่อไป แต่ก็ต้องอาศัยการพิจารณาของกระทรวงการคลังด้วยว่าจะมีการกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณในการใช้เยียวยาผู้เสียหายทั้งสิ้นกี่บาท และตกเคสละกี่บาท ส่วนเรื่องการขอรับการคุ้มครองพยานของทางฝั่งผู้เสียหาย ยังไม่ได้มีการแจ้งเรื่องขอมา เนื่องด้วยผู้เสียหายยังไม่พบพฤติกรรมการถูกข่มขู่คุกคาม แต่ถ้าผู้เสียหายถูกข่มขู่คุกคาม กรมสอบสวนคดีพิเศษก็มีมาตรการในการคุ้มครองพยานตามคำร้องแน่นอน





