มติอนุกก.อุ้มหายฯ ชะลอสรุปคดีผกก.โจ้ ขอให้ สน.ประชาชื่น สอบสวนรอบด้าน-รอผลชันสูตร

17.03.25 | 17:39 น.

คณะอนุกรรมการอุ้มหาย-ซ้อมทรมาน มีมติชะลอสรุปผลคดีอดีต ผกก.โจ้ ถูกทำร้ายร่างกายในเรือนจำ ขอให้ สน.ประชาชื่น ไปทำการสอบสวนให้ครบถ้วนรอบด้าน และรอผลชันสูตรพลิกศพทางการจากนิติวิทย์ ยธ. – นิติเวช รพ.จุฬาฯ


เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 17 มีนาคม ที่ห้องแถลงข่าวกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อมด้วย พ.ต.อ.สัญญา อุบลวิรัตนา ผกก.สน.ประชาชื่น ร่วมกันแถลงผลการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองข้อเท็จจริงกรณีการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ครั้งที่ 3/2568 ระเบียบวาระที่ 5 เรื่องเพื่อพิจารณา ข.ช.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผู้กำกับโจ้ เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว ข.ช.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือผู้กำกับโจ้ ร้องเรียนเจ้าหน้าที่ควบคุมกลั่นแกล้งและการใช้ความรุนแรง และกรณีผู้ถูกควบคุมตัวถึงแก่ความตายตามมาตรา 28

นายธีรยุทธเปิดเผยว่า วันนี้คณะอนุกรรมการฯ ได้มีการประชุมพิจารณาเรื่องอดีต ผกก.โจ้ เสียชีวิตระหว่างการถูกควบคุมตัวภายในเรือนจำ ซึ่งที่ประชุมได้แบ่งเป็น 2 ประเด็น ได้แก่ 1.ประเด็นการเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวภายในเรือนจำกลางคลองเปรม 2.ประเด็นร้องเรียนว่าถูกเจ้าหน้าที่ผู้คุมเรือนจำกลางคลองเปรมกลั่นแกล้งใช้ความรุนแรงระหว่างที่ถูกควบคุมตัว โดยมติที่ประชุมมีดังนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่ากรณีการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของอดีต ผกก.โจ้ มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ หรือไม่ ซึ่งผลการประชุมของคณะอนุกรรมการฯ เรียนว่า เนื่องจากผลการผ่าชันสูตรพลิกศพยังไม่ถึงที่สุด แม้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม จะได้แถลงผลอย่างไม่เป็นทางการ ให้น้ำหนักไปที่การฆ่าตัวตาย แต่ก็ยังรอรายงานการผ่าชันสูตรพลิกศพอย่างเป็นทางการ และก็ต้องรอรายงานการผ่าชันสูตรพลิกศพจาก รพ.จุฬาลงกรณ์อีกด้วย รวมทั้งผลการตรวจวัตถุพยานและสถานที่เกิดเหตุจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรอบคอบมากที่สุด คณะอนุกรรมการฯ จึงมีมติให้ชะลอการพิจารณา และหากผลการตรวจดังกล่าวข้างต้นเป็นที่สิ้นสุดแล้ว จะได้ประชุมพิจารณาอย่างเร่งด่วนต่อไป

Advertisement

นายธีรยุทธเปิดเผยอีกว่า ส่วนกรณีมีการร้องเรียนว่าผู้คุมเรือนจำกลางคลองเปรมมีการใช้ความรุนแรงและกลั่นแกล้งต่ออดีต ผกก.โจ้ มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ หรือไม่นั้น คณะอนุกรรมการฯ ได้มอบหมายให้คณะทำงานลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยข้อเท็จจริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้งและใช้ความรุนแรง จำนวน 10 ปาก และรับเรื่องร้องเรียน รวมทั้งตรวจสอบข้อเท็จจริงจากญาติของผู้เสียชีวิต ได้แก่ มารดาและน้องสาว ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ มีความเห็นว่า ควรมีการสืบสวนสอบสวนให้ครบถ้วนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เพื่อให้การตรวจสอบการกระทำดังกล่าวเป็นไปด้วยความรอบคอบ โปร่งใส ยุติธรรมกับทุกฝ่าย คณะอนุกรรมการฯ จึงได้มีมติให้ทำการสอบสวนตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ โดยมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดย สน.ประชาชื่น ดำเนินการสอบสวน โดยมีพนักงานอัยการเข้ากำกับการสอบสวน ตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ

นายธีรยุทธเปิดเผยอีกว่า ตามที่ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง สอบปากคำ รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นแล้วนั้น แต่ด้วยความที่ต้องมีความรอบคอบและต้องหาพยานหลักฐานจากอีกหลายฝ่าย จึงต้องให้ความเป็นธรรม มอบหมายให้ สน.ประชาชื่น เป็นผู้ดำเนินการต่อไป โดยมีอัยการเข้ามากำกับการสอบสวน ดังนั้น ในการตรวจสอบว่าเข้าข่ายตามความผิดกฎหมายอุ้มหายหรือไม่ ก็ต้องดูว่ามันเป็นการกระทำทรมาน หรือกระทำโหดร้าย ทารุณย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่ อย่างไร ซึ่งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต้องมีความชัดเจนก่อน วันนี้จึงยังไม่สามารถที่จะชี้ชัดได้ว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ และเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 5 หรือมาตรา 6 จนเป็นเหตุให้อดีตผู้กำกับโจ้ได้รับบาดเจ็บอย่างไรบ้าง ขอให้พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบข้อเท็จจริงก่อน

นายธีรยุทธกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนในส่วนของการเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัว สถิติตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบันมีประมาณหลักร้อยราย โดยเป็นตัวเลขที่ได้รวบรวมจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วประเทศที่มีอำนาจในการควบคุมตัว มีทั้งกรมราชทัณฑ์ และสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เป็นต้น ซึ่งจำนวนหลักร้อยรายนี้ต้องได้รับการกลั่นกรองว่าเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายอุ้มหายหรือไม่ อย่างไร สำหรับความแตกต่างระหว่างพฤติการณ์ความผิดตามมาตรา 5 และมาตรา 6 ของกฎหมายอุ้มหายนั้น มีเกณฑ์อยู่ว่า หากเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 5 ต้องมีเจตนาพิเศษ ทำให้เกิดความเสียหาย หรือเป็นการกระทำที่รุนแรง และเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำ มีเจตนาพิเศษหวังผลให้ได้มาซึ่งข้อมูลข้อเท็จจริงหรือเรื่องของการลงโทษต่างๆ

ขณะที่พฤติกรรมตามมาตรา 6 จะเบาลงกว่า เพราะเจ้าหน้าที่รัฐอาจไม่ได้มีเจตนาพิเศษ อาจเป็นการทำร้ายร่างกาย หรือเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือทำให้บุคคลรู้สึกอับอาย เป็นต้น ในครั้งต่อไปถ้าได้ผลผ่าชันสูตรพลิกศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และผลจากโรงบาลจุฬาลงกรณ์ รวมทั้งผลการตรวจวัตถุพยานที่เกิดเหตุต่างๆ มาแล้ว เราก็จะมีการประชุมโดยด่วนต่อไป เพราะสังคมอยากรู้การเสียชีวิตที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการกระทำของผู้กระทำเอง หรือจากสาเหตุใด

นายธีรยุทธเปิดเผยอีกว่า สำหรับขั้นตอนทางคดี หากมีการดำเนินการไปแล้วและอัยการรับสำนวนคดีไปมีการสั่งฟ้อง อัยการก็ต้องมีการสั่งฟ้องไปยังศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในพื้นที่ที่รับผิดชอบ เนื่องจากคณะอนุกรรมการฯ ไม่ได้มีอำนาจในการตัดสินหรือแจ้งข้อกล่าวหาใคร เรามีหน้าที่แค่กลั่นกรองเรื่องว่าพฤติการณ์นั้นเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอุ้มหายหรือไม่ ติดตามเรื่องและส่งเรื่องต่อให้หน่วยงานที่มีหน้าที่สอบสวน

พ.ต.อ.สัญญาเปิดเผยว่า ปัจจุบันพนักงานสอบสวนได้มีการทำหนังสือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอให้อัยการมาร่วมกำกับการสอบในคดีความผิดตามกฎหมายอุ้มหายฯ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้มีการสอบสวนปากคำญาติของผู้เสียชีวิตเรียบร้อยแล้ว ทั้งมารดา น้องสาว และแฟนสาวอดีต ผกก.โจ้ อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้คิดว่ามีส่วนพฤติการณ์ที่น่าจะเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอุ้มหาย ส่วนท้ายสุดจะพบเจ้าหน้าที่รัฐมีการกระทำความผิดหรือไม่นั้น ต้องดูที่พยานหลักฐานและการสอบสวนปากคำให้ครบถ้วนก่อน สิ่งที่พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการต่อไป คือ การไปสอบสวนปากคำบุคคลเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนผู้ต้องขังภายในแดน 7 เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งเบื้องต้นมีประมาณ 3-4 รายที่ต้องสอบสวน เพราะเราต้องการตรวจสอบเรื่องกรณีที่อดีตผู้กำกับโจ้ได้ร้องเรียนว่าได้ถูกผู้คุมทำร้ายร่างกายรังแกกลั่นแกล้ง รวมถึงต้องสอบสวนปากคำเพื่อนผู้ต้องขังภายในแดน 5 เรือนจำกลางคลองเปรม และในส่วนของผู้คุมเรือนจำด้วย ขณะที่ผู้คุมสิทธิพร (คู่กรณีของอดีต ผกก.โจ้) คงต้องมีการเรียกสอบสวนอีกครั้งในคดีเกี่ยวกับการถูกร้องเรียนว่าทำร้ายร่างกายอดีต ผกก.โจ้ ส่วนสถานที่การสอบปากคำผู้คุมสิทธิพรว่าจะเป็นที่ สน.ประชาชื่น หรือที่ใด ต้องขึ้นอยู่กับพนักงานอัยการที่มาร่วมกำกับการสอบสวนจะพิจารณา การจะเรียกสอบสวนใคร พนักงานอัยการก็ต้องเห็นพ้องด้วย และการจะแจ้งข้อกล่าวหาใครว่ากระทำผิดตามกฎหมายอุ้มหาย ก็ต้องแจ้งพนักงานอัยการให้ทราบว่าเห็นสอดคล้องกันหรือไม่

พ.ต.อ.สัญญากล่าวอีกว่า ตนมองว่าในกรณีการเสียชีวิตของอดีตผู้กำกับโจ้และการที่เคยร้องเรียนว่าถูกกลั่นแกล้งรังแก อาจมีความเชื่อมโยงกันเล็กน้อย เพราะว่าในเรื่องของการถูกทำร้ายร่างกายและถูกย้ายแดนมานั้น อาจเข้าข่ายการทรมาน เพราะมีการถูกย้ายจากแดน 7 มายังแดน 5 ก่อนตัดสินใจผูกคอตนเองเสียชีวิตภายในห้องขัง จึงต้องไปดูพยานหลักฐานว่ามันมีความเกี่ยวพันกันหรือไม่ เราจึงต้องไปสอบสวนเหตุการณ์ตั้งแต่ที่อดีตผู้กำกับโจ้ถูกคุมขังภายในแดน 7 และย้ายมายังแดน 5 รวมถึงเมื่อมาอยู่ภายในแดน 5 เป็นเวลาเดือนเศษเกิดอะไรขึ้นบ้างกับอดีต ผกก.โจ้