เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ในฐานะโฆษก สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เปิดเผยถึง กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายศุภกิจ ริยะการ หรือสิริพงศ์ ริยะการธีรโชติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสรรพากร พื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 ร่ำรวยผิดปกติ โดยมี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณารายงานผลการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากธนาคารของนายสิริพงศ์ อดีตคู่สมรสและบุตร เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ นายสิริพงศ์ ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่าทรัพย์สินที่แจ้งข้อกล่าวหามีที่มาจากการขายทองคำแท่ง การกู้ยืมเงินจากบุคคลใกล้ชิด หรือการได้รับคืนเงินให้กู้ยืมจากญาติพี่น้องของคู่สมรส และอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นคำชี้แจงที่ฟังไม่ขึ้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติว่านายสิริพงศ์ มีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ ทั้งในชื่อ ของนายสิริพงศ์ อดีตคู่สมรส บุตร และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมมูลค่า 31,754,337.38 บาท
นายสรรเสริญ กล่าวว่า ทั้งนี้เงินในบัญชีเงินฝาก จำนวน 11,883,000 บาท ที่นายสิริพงศ์ ได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติ ได้มีการถอนไปฝากเข้าบัญชีเงินฝากอื่น ซื้อที่ดิน และรถยนต์ ในชื่อของนายสิริพงศ์ และบุตร รวมเป็นเงิน 3,917,317.25 บาท จึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยร่ำรวยผิดปกติด้วย ส่วนเงินคงเหลือ จำนวน 7,965,682.75 บาท และทรัพย์สินอื่นของนายสิริพงศ์ อดีตคู่สมรส และบุตร คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งอายัดไว้เป็นการชั่วคราวแล้ว ตามมาตรา 83 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 จึงมีมติให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 80 และริบทรัพย์สิน ตามมาตรา 123/6 และมาตรา 123/8 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

