สตม.แกะรอย ตามจับหนุ่มชาวจีน เปลี่ยนชื่อสกุล สัญชาติ หนีคดียักยอกเงินหมื่นล้านเข้าไทย

22.03.25 | 16:59 น.

สตม.แกะรอย ตามจับหนุ่มชาวจีน เปลี่ยนชื่อสกุล สัญชาติ หนีคดียักยอกเงินหมื่นล้านเข้าไทย


จากกรณีที่ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดยกระดับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะความผิดที่เกี่ยวกับคนเข้าเมือง และชาวต่างชาติที่มีลักษณะเป็นอาชญากร หรือเป็นสมาชิกองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบหลักของ สตม. โดยสั่งการและกำชับให้เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบบังคับใช้กฎหมาย โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่รับผิดชอบงานสืบสวนเน้นลงพื้นที่สืบสวนหาข่าวอย่างต่อเนื่อง

โดยตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผู้บังคับการ ตรวจคนเข้าเมือง 1 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ รองผู้บังคับการฯ รับผิดชอบงานตรวจคนเข้าเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้สั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1, พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รองผู้กำกับการสืบสวนฯ พร้อมชุดปฏิบัติ นำโดย พ.ต.ท.ทวีทรัพย์ ชัยภูมิ และ พ.ต.ท.ธงไทย ไพเราะ สว.กก.สืบสวน บก.ตม.1 เรียกประชุมชุดสืบสวนในการลงพื้นที่สืบสวน หาข่าว หลังได้รับข้อมูลจากสายลับว่ามีเป้าหมาย บุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน ชื่อนายจางเหว่ย (นามสมมุติ) ลักลอบหลบหนีเข้าเมือง หรือกระทำความผิดอื่นๆ ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ และมาหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน

หลังได้รับสั่งการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองชุดสืบสวนได้นำข้อมูลโดยเฉพาะใบหน้าของเป้าหมายมาตรวจสอบกับฐานข้อมูลไบโอเมตริกซ์ พบความน่าสงสัย คือ ข้อมูลเชิงไบโอเมตริกซ์ของ features ต่างๆ ในใบหน้าของนายจางเหว่ยไปสอดคล้องตรงกันกับบุคคลต่างด้าวอีกคนหนึ่ง คือ นายตู้หนาน สัญชาติวานูอาตู ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ในแถบโอเชียเนีย

Advertisement

ชุดสืบสวนลงความเห็นร่วมกันว่า นายจางเหว่ยกับนายตู้หนานเป็นบุคคลคนเดียวกัน จึงได้แบ่งหน้าที่เฝ้าสังเกตการณ์และมอนิเตอร์ระบบการแจ้งที่พักอาศัย และระบบการขอต่อวีซ่าของคนต่างด้าว ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่ครบกำหนดอนุญาตของนายตู้หนาน ไม่พบว่ามีการยื่นคำร้องขออยู่ต่อในราชอาณาจักรแต่อย่างใด นอกจากนี้ชุดสืบสวนยังพบความเคลื่อนไหว โดยมีการเช็กอินโรงแรมหรูแห่งหนึ่งย่านราชประสงค์

จึงนำกำลังไปตรวจสอบและเฝ้าสังเกตการณ์ โดยกระจายกำลังบริเวณโถงล็อบบี้และหน้าลิฟต์ของโรงแรม แต่คนต่างด้าวระมัดระวังตัว และไม่ยอมลงจากห้องดังกล่าว แต่จะใช้วิธีสั่งอาหารขึ้นไป เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องมีการสับเปลี่ยนกำลังในการเฝ้าสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

จนกระทั่งวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 14.30 น.ที่ผ่านมา ความอดทนของเจ้าหน้าที่ก็บรรลุผล หลังเจ้าหน้าที่พบบุคคลต่างด้าวรายหนึ่งมีตำหนิรูปพรรณตรงกับที่สายลับให้ข้อมูล เจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและแสดงบัตรประจำตัวขอตรวจสอบหนังสือเดินทาง คนต่างด้าวซึ่งพยายามสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ด้วยภาษาจีนให้การในเบื้องต้นว่า ตนไม่ใช่คนจีนและหนังสือเดินทางของตนหาย ต่อมาให้การกลับไปมาว่าจริงๆ แล้วตนเป็นคนสัญชาติวานูอาตู พร้อมแสดงรูปถ่ายหนังสือเดินทางวานูอาตู

เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลพบว่าผู้ถูกจับชื่อ นายตู้หนาน อายุ 30 ปี สัญชาติวานูอาตู ประเภทวีซ่านักท่องเที่ยว (60 วัน) ปัจจุบันการอนุญาตสิ้นสุดลงแล้ว เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกจับว่า “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งสิทธิของผู้ถูกจับให้ทราบแล้ว และได้แจ้งให้ทราบถึงการถูกจับกุมแล้ว จากนั้นจึงควบคุมตัวผู้ถูกจับทำบันทึกจับกุมส่ง พงส.ดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อเกี่ยวกับหนังสือเดินทางวานูอาตูที่นายจางเหว่ยอ้างว่าทำหายไป เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานข้อมูลกับองค์กร บังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ จนได้ข้อมูลยืนยันว่า บุคคลต่างด้าวรายดังกล่าวเป็นบุคคลเดียวกับนายจางเหว่ย (นามสมมุติ) บุคคลต่างด้าวสัญชาติจีน ที่ก่อนหน้านี้ช่วงปี 2567 ได้ร่วมกับพวกก่อคดียักยอกเงินจากบริษัทก่อสร้างชื่อดังในมณฑลซานตง ที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 2,400 ล้านหยวน หรือประมาณ 11,000 ล้านบาท จึงได้ใช้ระบบตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ไบโอเมตริกซ์ตรวจเปรียบเทียบ ผลการตรวจสอบพบเป็นบุคคลเดียวกันจริง ซึ่ง สตม.จะได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปเพื่อนำตัวนายจางเหว่ยไปดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากกรณีดังกล่าว พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. ได้กรุณาให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง และระบบไบโอเมตริกซ์ เป็นเครื่องมือช่วยเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน รวมไปถึงเบาะแสสำคัญจากการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวเข้ามาในระบบของพี่น้องประชาชน จนนำไปสู่ความสัมฤทธิผลในการจับกุมคนร้ายข้ามชาติรายสำคัญที่หลบหนีคดี และใช้ประเทศไทยเป็นที่ซ่อนตัว

และขอฝากประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนผ่านผู้สื่อข่าวว่า การแจ้งที่พักอาศัยต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกรณีคนต่างด้าวเข้ามาพักอาศัย เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าบ้าน เจ้าของหรือผู้ครอบครองดูแลเคหสถาน รวมไปถึงผู้จัดการโรงแรม จะต้องตระหนักและให้ความสำคัญ นอกจากนี้หากพี่น้องประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดยตรง หรือที่สายด่วนหมายเลข 1178 ตลอด 24 ชม.