รวบ ‘ต่างด้าว’ กว่าครึ่งร้อย ลอบทำงานในร้านโอเกะ-บาร์โฮสต์ ทั่วกรุง

27.03.25 | 12:08 น.

สตม.เปิดปฏิบัติการกลางดึก ปูพรมตรวจคาราโอเกะ-บาร์โฮสต์ ทั่วกรุง รวบต่างด้าวลอบทำงานเกินครึ่งร้อย

พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดยกระดับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะความผิดที่เกี่ยวกับคนเข้าเมืองและชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นความรับผิดชอบหลักของ สตม. โดยกำชับให้เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบบังคับใช้กฎหมาย โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่รับผิดชอบงานสืบสวนเน้นลงพื้นที่ X-RAY สถานประกอบการที่มีความล่อแหลม สุ่มเสี่ยงที่จะเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ค้าประเวณี ค้าหญิงและเด็ก หรือบังคับใช้แรงงาน ให้มีผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา


พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ระพีพัฒน์ อุตสาหะ รองผู้บังคับการฯ และ พ.ต.อ.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รองผกก.สืบสวน บก.ตม.1 รับผิดชอบงานพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกันประชุมสั่งการกำหนดเป้าหมายโดยเน้นไปที่ ร้านคาราโอเกะ ร้านจำหน่ายสุรา บาร์โฮสต์ สถานบันเทิงยามราตรีขนาดกลางในทุกพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากแนวทางการสืบสวนพบว่ามีแนวโน้มที่จะพบการกระทำความผิดในลักษณะการจ้างแรงงานต่างด้าวทำงานโดยผิดกฎหมาย

เมื่อถึงเวลานัดหมายเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 24 มีนาคม 2568 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมากกว่า 40 ชีวิตได้กระจายกำลังปูพรมตรวจสอบสถานประกอบการเป้าหมายมากกว่า 10 แห่ง ในพื้นที่ฝั่งธนบุรี ย่านร่มเกล้า และย่านคลองเตย

เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจพบสถานที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นห้องทึบ 1-2 คูหา บางแห่งมีการกั้นเป็นห้องส่วนตัวแบบห้องวีไอพี มีเวทีและจอคาราโอเกะสำหรับร้องเพลง หรือแสดงการละเล่นต่างๆ และให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยมีหญิงสาวจำนวนมากกำลังให้บริการ เอนเตอร์เทน ชงเครื่องดื่มและร่วมร้องเพลงกับลูกค้า

Advertisement

ขณะที่ สถานประกอบการบางแห่ง มีลักษณะเป็นบาร์โฮสต์ คือมีบริกรเพศชายจำนวนนับสิบรายกำลังทำหน้าที่ให้บริการและสร้างความสนุกสนานด้วยการเต้น และร่วมดื่มเครื่องดื่มกับกลุ่มลูกค้าสุภาพสตรี โดยเจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวและแสดงบัตรเจ้าพนักงานตำรวจ และบัตรเจ้าพนักงานตรวจสอบแรงงาน ขอตรวจสอบเกี่ยวกับการจ้างคนต่างด้าวทำงาน โดยขอความร่วมมือให้เปิดไฟ และปิดเสียงเพลงเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบ

ผลการตรวจสอบทั้ง 10 สถานประกอบการเป้าหมาย พบว่ามีเพียง 2 ร้านที่ มีการจ้างแรงงานต่างด้าว อย่างถูกต้องตามกฎหมายคือ ร้านครัวตาชื้นคาราโอเกะ ร้านโจโจ้คาราโอเกะ

ส่วนที่เหลือเจ้าหน้าที่พบความผิดดังนี้คือ ในพื้นที่ฝั่งธนบุรี ซึ่งมีลักษณะเป็นบาร์โฮสต์ เจ้าหน้าที่พบ บุคคลต่างด้าวสัญชาติลาวเพศชาย รวม 19 ราย ร้านโชคดีเจ๊แจ๋วคาราโอเกะ พบบุคคลต่างด้าวสัญชาติลาวเพศหญิง รวม 10 ราย ส่วนใหญ่มีหนังสือเดินทางและเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ได้รับการผ่อนผันการตรวจลงตรา ประเภท ผ.60-ม.17 หรือที่เป็นที่เป็นรู้จักในชื่อ ฟรีวีซ่า 60 วัน เข้ามาทางด่านชายแดน จ.ที่มีเขตติดต่อประเทศลาว การอนุญาตยังไม่สิ้นสุด ไม่พบว่ามีใบอนุญาตทำงานแต่อย่างใด เนื่องจากประเภทวีซ่าดังกล่าว ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะสามารถยื่นคำขอมีใบอนุญาตทำงานได้ แต่บางรายอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด หรือไม่มีหนังสือเดินทางแต่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อทำงาน

ส่วนในย่านร่มเกล้า 2 ร้าน เจ้าหน้าที่พบ หญิงชาวลาว 5 ราย ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน ส่วนย่านคลองเตย เจ้าหน้าที่พบบุคคลต่างด้าวสัญชาติลาว เพศหญิง รวม 14 ราย กำลังทำงานให้บริการลูกค้าอยู่โดยในจำนวนนี้ มี 12 ราย เดินทางเข้ามาโดยได้รับการผ่อนผันการตรวจลงตรา ประเภท ผ.60-ม.17 แต่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ส่วนอีก 2 ราย ไม่มีหนังสือเดินทาง นอกจากนี้ที่ร้านคิดถึงคาราโอเกะ ในย่านร่มเกล้า เจ้าหน้าที่พบบุคคลต่างด้าวจำนวน 9 ราย เป็นสัญชาติลาว 5 ราย และยังพบสัญชาติเวียดนาม ทำงานอยู่ภายในร้านอีกจำนวน 4 ราย โดยมีบางราย “หลบหนีเข้าเมือง” และ “อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” โดยที่ร้านนี้เจ้าหน้าที่ยังได้จับกุม นายจ้างสัญชาติไทยด้วย

สรุปผลของปฏิบัติการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บก.ตม.1 ได้ร่วมกับ สน.ในพื้นที่ จับกุม บุคคลต่างด้าวสัญชาติลาวรวม 50 ราย และสัญชาติเวียดนาม 4 ราย ในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต” ในจำนวนนี้มีการจับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติลาวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด (overstay) 2 ราย และจับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติลาวลักลอบหลบหนีเข้าเมือง 5 ราย และจับกุมนายจ้างแจ้งข้อกล่าวหารับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยคนต่างด้าวนั้นไม่มีใบอนุญาตทำงานอีก 1 ราย รวมผู้ถูกจับกุมในปฏิบัติการครั้งนี้ทั้งสิ้นถึง 58 ราย

สตม.ขอฝากประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนผ่านผู้สื่อข่าวว่า การกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว เป็นความผิดตามกฎหมาย และเป็นสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตระหนักและกวดขันจับกุมอย่างต่อเนื่องและเต็มกำลังความสามารถ ดังที่ปรากฏในสื่อกระแสหลักและช่องทางอื่นๆ เสมอมา หากพี่น้องประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแส การกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดยตรง หรือที่ หมายเลข 1178 จักขอบพระคุณยิ่ง