ให้ประกัน 7 ผู้ต้องหา ทุจริตยา บิ๊กเต่า แง้ม มีเฟส 2 ป.ป.ท.พบ ทำธุรกรรมผิดปกติหลายที่
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 มีนาคม ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงกรณีปฎิบัติการ “ สยบนาคี ล้างบางเส้นทางยาเถื่อน ” โดยจับกุม 8 ผู้ต้องหาคดีทุจริตเบิกจ่ายยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก ได้เมื่อวานที่ผ่านมา(26 มีนาคม)
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า เรื่องของการสอบปากคำทางแพทย์หญิง ไม่ขอให้การ โดยจะทำคำให้การมาให้ ด้านพันเอกหญิง ขอให้การในชั้นศาล ส่วนผู้ต้องหาคนอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มรับซื้อยาจากแพทย์ให้การภาคเสธว่า รับซื้อจริงแต่คิดว่าเป็นยาถูกต้อง
เมื่อถามว่า ยังมีขบวนการอื่นอีกหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า มีข้อมูลที่ทำกันอยู่ คาดว่าจะมีอีกขบวนการ โดยให้กรมบัญชีกลางดูการเบิกจ่ายที่ผิดปกติ ซึ่งคาดว่าจะมีเฟส 2 และทราบจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พบว่ามีการทำธุรกรรมผิดปกติหลายที่
ส่วนนายสมปราช และน.ส.สุรีย์ พบเป็นยี่ปั๊วเถื่อน เพราะไม่มีการจดทะเบียน ไม่มีใบอนุญาต จากข้อมูลทราบว่า มีการรับซื้อยามาจากตลาดมืด โดยพบข้อมูลพยานหลักฐานจำนวนมาก ทั้งจากแชตสนทนาผ่านไลน์ และโทรศัพท์
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยอมรับว่า ตลาดมืดเรื่องยาเถื่อนมีเยอะ บางคนต้องการยาบางชนิด แต่หาไม่ได้ในร้านขายยา แต่จะเจอในตลาดมืด ราคาแพงหรืออาจถูกกว่า ซึ่งช่องทางที่เป็นตลาดมืด หรือร้านค้าจะสมประโยชน์กัน เมื่อมียาก็ส่งไปยังร้านต่างๆ เพื่อจำหน่าย จากข้อมูลที่ได้สอบปากคำ พยานยืนยันว่าร้านค้าที่ตรวจค้นทั้งหมดมีพยานหลักฐานทั้งแชตไลน์ เส้นทางการเงิน การบันทึกข้อมูลการซื้อขายกันไว้
ทางพนักงานสอบสวนจะต้องมาพิจารณาพยานหลักฐานว่า จะสามารถเอาผิดหรือมีการกระทำผิดร่วมหรือไม่ ฐานสมคบ และประเด็นของการฟอกเงิน ซึ่งตำรวจจะต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการที่จะกำจัดตลาดมืดการขายยาที่กล้าที่จะนำยาที่ไม่สามารถจำหน่ายได้มาขาย
“ส่วนการเข้าตรวจค้นเมื่อวานนี้บางจุดไปแล้วไม่เจอยาเป้าหมาย เพราะต้องการให้สังคมรับทราบว่า สิ่งที่ร้านยาเหล่านี้ทำ คือไปหายามาจากตลาดมืด และนำมาขายให้กับประชาชน ขณะนี้ยังพบว่าเครือข่ายดังกล่าวที่ตำรวจมีข้อมูลสามารถขอศาลออกหมายค้นและหมายจับได้ยังมีเพียงเท่านี้
ส่วนจะมีมากกว่านี้หรือไม่ เป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม หากพบว่าใครเกี่ยวข้องก็จะเรียกเข้ามาสอบปากคำ เมื่อตำรวจเข้าตรวจค้นแล้ว แม้จะเจอหรือไม่เจอพยานหลักฐาน หรือแม้จะมีความผิดเพียงเล็กน้อย แต่พยานหลักฐานที่ตำรวจได้มามีเส้นเงินอยู่ ผู้เกี่ยวข้องจะต้องให้ข้อเท็จจริงได้” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
เมื่อถามว่าลูกทีมต่างๆ จะต้องเรียกเข้ามาสอบด้วยหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ แม้ว่าทางป.ป.ท. บอกว่าข้อมูลอาจจะจบแล้ว แต่แนวทางการสอบสวนได้ทำงานร่วมกันว่าจะต้องดำเนินคดีกับแถว 2 แถว 3 หรือไม่ซึ่งมีจำนวนมาก เป็นเรื่องของทางพนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการ การทำงานเน้นตัวการสำคัญที่ได้รับเงินได้รับผลประโยชน์ไปจริงๆ ส่วนเหยื่อที่ถูกหลอกไปว่าทำไปแล้วไม่ผิด เพราะมีการจ่ายยาถูกต้อง และมีใบกำกับภาษี จะต้องดูเจตนาว่าอย่างไร
“เฉพาะกลุ่มนี้ที่ดำเนินคดี เพราะต้องการเปิดโปงให้สังคมรับทราบถึงขบวนการที่เลวร้ายที่ผู้มีวิชาชีพมีจรรยาบรรณจะต้องทำหน้าที่ตัวเอง แต่นำหน้าที่ตัวเองมาประพฤติมิชอบ จึงต้องการดำเนินการกับกลุ่มนี้เป็นอันดับแรก ส่วนผู้ร่วมขบวนการคนอื่นๆ อยู่ระหว่างการพิจารณา” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนทางน.ส.บรินดา อาจจะระวังตัวจึงไม่มีเส้นทางการเงิน แต่ตำรวจมีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องและมีผลประโยชน์ในเรื่องนี้
ส่วนพยาบาลที่ทำหน้าที่ตรวจเอกสารเบื้องต้น ทางตำรวจได้พิจารณาแล้วว่าใครจะเป็นพยานหรือเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ ซึ่งตัวการสำคัญคือน.ส.กัญยารัตน์ และน.ส.บรินดา จะต้องดำเนินการเอาผิดให้ได้ ส่วนการให้ประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยผู้ต้องหาบางรายมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ยังรับราชการอยู่ และให้ความร่วมมือ
เมื่อถามว่า การให้ประกันตัวผู้ต้องหาไปกังวล หรือไม่ว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ตำรวจมีพยานหลักฐานเพียงพอ และทำงานมาอย่างละเอียดโดยมีการร่วมมือร่วมกับหลายหน่วยงาน
หากพบว่า มีการไปข่มขู่หรือจะไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานทางตำรวจก็จะถอนประกัน ส่วนจะมีตัวการใหญ่กว่านี้หรือไม่ทางตำรวจยังไม่ได้ตัดประเด็นนี้ทิ้ง ซึ่งจะยังทำงานตามพยานหลักฐาน เท่าที่ตรวจสอบเส้นทางการเงินขณะนี้ ยังไม่พบว่ามีตัวการใหญ่กว่านี้ และการกระทำผิดในกรณีนี้เป็นการทำผิดปัจเจกบุคคล ไม่อยากให้เหมารวมทั้งองค์กร เพราะยังมีแพทย์อีกกว่าร้อยคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
โดยยังมีรายงานว่า ผู้ต้องหาอีก 4 ราย ที่ทางพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาได้ให้ความร่วมมือกับทางตำรวจ โดยรับว่าเป็นเพียงลูกข่ายและให้การที่เป็นประโยชน์ ตำรวจจึงปล่อยตัวชั่วคราวไปแล้ว ส่วนผู้ต้องหาที่จับกุมมา 8 ราย ได้ให้ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนแล้ว 7 ราย ได้เเก่
ผู้ต้องหาที่ 1 แพทย์หญิง หรือน.ส.บรินดา (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี
ประกันตัว มูลค่า 400,000 บาท
ผู้ต้องหาที่ 2 พันเอกหญิง หรือน.ส.กัญยารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี
ประกันตัว มูลค่า 400,000 บาท
ผู้ต้องหาที่ 3 นายสมปราช (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี
ประกันตัว มูลค่า 250,000 บาท
ผู้ต้องหาที่ 4 ร.ต.หญิงภาวนา (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี
ประกันตัว มูลค่า 250,000 บาท
ผู้ต้องหาที่ 5 น.ส.สุรีย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี
ประกันตัว มูลค่า 400,000 บาท
ผู้ต้องหาที่ 6 นายสมพงศ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี
ประกันตัว มูลค่า 400,000 บาท
ผู้ต้องหาที่ 7 นายทินกร (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี
ประกันตัวโดยเช่าหลักทรัพย์และเงินสด รวมมูลค่า 300,000 บาท
ผู้ต้องหาที่ 8 น.ส.อภิญญา (สงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี
ยังไม่ได้รับการประกันตัว เนื่องจากอยู่ในระหว่างหาเงินประกันตัว

