120 วัน ภารกิจคืน ‘คนดี’ สู่สังคม ของ ‘ศูนย์บำบัดฯ ยาเสพติด’ จ.บึงกาฬ

27.03.25 | 21:07 น.
ศูนย์บำบัดฯ ยาเสพติด

120 วัน ภารกิจคืน ‘คนดี’ สู่สังคม ของ ‘ศูนย์บำบัดฯ ยาเสพติด’ จ.บึงกาฬ

ยาเสพติด เป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษของสังคม” สโลแกนคุ้นหูเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ใครหลายคนคงจะเคยได้ยินผ่านสื่อในการรณรงค์ป้องกันภัยจากยาเสพติด หรืออ่านข่าวตำรวจบุกทลายแก๊งค้ายาจนหน่าย จับแล้วจับอีก แต่น่าแปลก แทนที่จะลดลง แต่ยาเสพติดกลับยังคงเป็นปัญหาคาราคาซัง กัดกินสังคมเสมอมา สรุปแล้ว ปัญหาอยู่ที่ตรงไหน แล้วเราจะอยู่อย่างไร ในวันที่ยาบ้าราคาถูกกว่าข้าว

เป็นคำถามที่ไม่เคยมีใครตอบ และไม่เคยมีใครลงมือแก้ปัญหาอย่างเอาจริงเอาจังเสียที เป็นที่รู้กันว่า ‘ยาบ้า’ หรือ ‘เมทแอมเฟตามีน’ เป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ผู้เสพเลือกใช้เพื่อให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แต่เมื่อยิ่งใช้ก็ยิ่ง ‘ติด’ ต้องการซ้ำ ๆ จนบ่อนทำลายทั้งร่างกายและจิตใจ ก่อให้เกิดปัญหา ‘อาชญากรรม’ ตามมา

ซึ่งกระบวนการค้า และเสพนี้กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ในประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ต้องโฟกัสนอกจากทำลาย ‘ต้นขั้ว’ ของยาบ้าแล้ว ‘การคืนคนสู่สังคม’ ก็เป็นกระบวนการที่ต้องใส่ใจเช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้ว สังคมที่ดี ขึ้นอยู่กับคุณภาพชีวิตที่ดีของคน

จากการสำรวจสถิติในการสกัดกั้นยาบ้า พบว่าพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการตรวจยึดยาบ้ามากกว่าพื้นที่อื่น ๆ โดยเฉพาะ จังหวัดบึงกาฬ ที่มีผู้ค้าและผู้เสพจำนวนมาก จากการเป็นที่พักยาเสพติด ใกล้เขต สปป.ลาว มีการลอบขนยาบ้าผ่านแม่น้ำโขงเพื่อส่งต่อไปยังพื้นที่อื่นต่อไป นับเป็นพื้นที่ ‘พิเศษ’ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการป้องกันควบคู่ไปกับการบำบัดคน จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง ‘ศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด’ ปฏิบัติการภายใต้แนวคิด ‘เปลี่ยนผู้เสพเป็นผู้ป่วย’ พร้อมป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ

น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการป.ป.ส.
น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการป.ป.ส.

ซึ่งเราเริ่มจากนำผู้ป่วยที่ ‘เริ่ม’ มีอาการรุนแรงเข้ามารักษาในระบบสาธารณสุข จากนั้นพาเข้ามาศูนย์พักคอยเพื่อปรับตัว ก่อนกลับคืนสู่ชุมชน

Advertisement

ยาบ้า เป็นปัญหาหลักของประเทศไทย ซึ่งเธอแนะนำครอบครัวที่เผชิญกับผู้เสพที่เริ่มมีอาการรุนแรง ให้ติดต่อโรงพยาบาลของแต่ละพื้นที่ เพื่อรับการบำบัด ซึ่งจะใช้เวลาในการรักษายาเสพติดประมาณ 14 วัน จากนั้นจะเข้าสู่ค่ายบำบัดฟื้นฟู เป็นระยะเวลา 120 วัน หรือ 4 เดือน ซึ่งค่ายฟื้นฟูเหล่านี้จะมีกิจกรรมตั้งแต่การบำบัดฟื้นฟูสมอง ฝึกอบรมอาชีพ รวมไปถึงการใช้ชีวิตในสังคม ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่จากภาคส่วนต่างๆ ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาอบรมให้ความรู้

ซึ่งเมื่อได้ฟังแล้ว ความรู้สึกแรกที่วิ่งเข้ามาในหัวคือ ‘ความทึ่ง’ เพราะการสอนใช้ชีวิตในสังคมที่ว่ามานั้น ถูกแตกกิ่งก้านสาขา ลงรายละเอียดตั้งแต่ การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบวินัย นับตั้งแต่ตื่น จนถึงเข้านอน ที่น่าสนใจอีกหนึ่งอย่างคือผู้บำบัดสามารถ ‘เลือกสิ่งที่อยากทำได้’ จะเลี้ยงปลา เรียนหนังสือ เล่นกีฬา หรือทำงานช่างก็ได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ ทางป.ป.ส. มีการสนับสนุนงบประมาณในเรื่องต้นทุนประกอบอาชีพ ซึ่งจะมอบให้รายละ 2 หมื่นบาท สำหรับผู้เสพที่ผ่านการบำบัดจนหายดีแล้ว

ซึ่งเธอยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “หายทุกคน หายอยู่แล้ว” เพราะหน้าที่ของศูนย์บำบัดฯ คือการฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้เสพให้พร้อมที่จะกลับคืนสู่สังคมเท่านั้นเอง

“การลงทุนในการบำบัดรักษายาเสพติดนั้นคุ้มค่าหรือไม่ ที่นี่จะเป็นที่ที่ทำให้เห็นว่ามีความคุ้มค่าอย่างไร” เธอยืนยันกับเราอย่างนั้น

ซึ่งจะคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าอย่างไร อดีตผู้บำบัดรายหนึ่ง ได้ฉายภาพให้เราเห็นขณะบำบัดที่ศูนย์ฯ พร้อมไล่เรียงอดีตที่เคยมีประวัติเสพยาบ้ามานานกว่า 40 ปี บอกกับเราด้วยสีหน้าที่แจ่มใสว่า เดิมเขาทำงานเป็นช่างในโรงกลึง เสพยาบ้าเพราะอยากทำงานได้เร็วขึ้น ช่วงแรก ๆ ที่เสพก็รู้สึกว่าไม่มีผลอะไรกับชีวิต แต่พอถึงช่วงหนึ่งเริ่มมีอาการโมโหร้าย ทำร้ายคน และมักได้ยินเสียงก้องอยู่ในหู อาการคล้ายกับหูแว่ว ซ้ำร้ายกว่านั้น เขาเคยเกือบทำร้ายแฟนที่อยู่ด้วยกันมากว่า 20 ปีจนแฟนต้องหนีและยื่นคำขาดว่า ถ้าไม่เลิกเสพยาบ้าก็ต้องเลิกกัน

“เขาบอกว่าต้องเลิกให้ได้นะ ถ้าเลิกไม่ได้ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้” มาถึงตรงนี้ สายตาของเขาดูอ่อนลง ก่อนจะพูดว่า หลังจากนี้ได้ยินแฟนพูดแบบนั้นเราก็ตั้งมั่นว่า “ต้องเลิกให้ได้” ช่วงแรก ยอมรับว่าลำบากมาก รู้สึกอยากเสพจนใจจะขาด แต่ก็ต้องทำใจนอน นอนอย่างเดียว โชคดีที่แฟนเทียวมาเยี่ยมอยู่เป็นประจำ คอยให้กำลังใจ จนในที่สุดเราก็เลิกยาบ้าจนได้ หลังออกจากศูนย์บำบัดก็สัญญากับแฟนว่า จะไม่เอาอีกแล้ว จะไม่เสพยาเสพติดอีกแล้ว

วันนี้อยากฝากไปถึงเพื่อนๆที่กำลังเข้ารับการบำบัดหรือผู้ที่พึ่งเข้ามายังเลิกไม่ได้ ขอให้ทุกคนอดทน ใจแข็งเข้าไว้ มีเพียง 2 สิ่งนี้เท่านั้นที่จะทำให้เราผ่านไปได้ และที่สำคัญควรหากำลังใจจากใครสักคน เพื่อที่เราจะได้สู้และอดทนจนผ่านมันไปได้

“อยากให้เขาสู้ อดทนเหมือนอย่างผม อดทนไว้เลย นอนหลับก็พอแค่นั้น เดี๋ยวมันก็หายในสักวัน” จากปากคำของผู้ ‘เคย’ ติด พร้อมกับหวังเหลือเกินว่าจะมีผู้บำบัดเดินไปข้างหน้าอย่างสดใส เช่นเดียวกันกับเขา

นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ

ทางด้านภาครัฐอย่าง ‘จุมพฏ วรรณฉัตรสิริ’ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ เผยถึงสถานการณ์ยาเสพติดด้วยสายตาที่มีความหวัง ว่า ทุกวันนี้สถานการณ์ของจังหวัดบึงกาฬดีขึ้น ค่ายบำบัดที่ได้จัดทำขึ้นเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้บำบัดกลับคืนสู่สังคมได้ แม้จะมีบางส่วนที่กลับไปเสพซ้ำ แต่ผลลัพธ์ที่ ‘สำเร็จ’ ก็มีมากกว่าครึ่ง ซึ่งคนเหล่านี้เองที่จะพัฒนาบึงกาฬและประเทศไทยต่อไป

“การทำงานปราบปรามยาเสพติดทำคนเดียวไม่ได้ ทุกคนต้องทำงานร่วมกันหมด ถ้าทุกคนไม่ร่วมมือกันก็ทำไม่ได้ แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดคือครอบครัวและชุมชนของผู้บำบัด ว่าจะยอมรับให้เขาได้กลับคืนสู่สังคมหรือไม่”

เพราะมากกว่าการได้ชีวิตใหม่ คือความภาคภูมิใจ กับการได้เป็นคนที่มีคุณค่าของสังคม