‘ทวี’ มั่นใจหลังดีเอสไอรับเคสตึกสตง.ถล่ม เป็นคดีพิเศษ ไม่ปล่อยแน่หากมีผู้มีอิทธิพลเอี่ยว บ.ไชน่าเรลเวย์ฯ แจง ตม.บล็อกเส้นทางคนผิดหนีออกนอกประเทศได้ ยันทำคดีเร็วบนพยานหลักฐาน แต่ยอมรับยังขาดการบูรณาการ
เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 4 เมษายน ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีความเป็นห่วงว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุกรณีตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม จะหลบหนีไปต่างประเทศว่า หน้าที่ของพนักงานสอบสวน นอกจากแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วรวบรวมพยานหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และความผิดแล้ว ยังต้องมีหน้าที่สำคัญ คือ นำตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ซึ่งในเรื่องนี้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เวลาจะทำอะไรจะดูทุกเรื่องเพราะมีสำนักสืบสวนสะกดรอยอยู่
เมื่อถามว่า ยืนยันว่าสามารถจับกุมบุคคลที่กระทำผิดได้แน่นอนหรือไม่ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า เมื่อรับเรื่องมาเป็นคดีพิเศษแล้ว ถ้ารู้ที่อยู่จะต้องมีการติดตาม ซึ่งในช่วงเช้าวันนี้ (4 เม.ย.) ยังบอกว่าอาจจะต้องประสานงานกับทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อตรวจสอบการเดินทางเข้า-ออกประเทศด้วย
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีผู้ที่มีอิทธิพลเกี่ยวข้องกับบริษัทผู้รับเหมา และนอมินี ก่อสร้างอาคาร สตง. สามารถสืบสวนไปถึงตัวได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า รัฐบาลนี้โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรม นอกจากแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติดแล้ว เรายังดำเนินการกับผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการจัดการกับผู้มีอิทธิพลอยู่แล้ว หากพยานหลักฐานไปถึง ก็ต้องดำเนินการ และเมื่อเช้าที่ผ่านมา ยังได้รับฟังข้อมูลจากพนักงานสอบสวนที่เสนอมา ก็ถือว่ารอบคอบ
สำหรับกรอบเวลาในการดำเนินงานนั้น รมว.กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นคดีที่มีความสูญเสียเยอะ ดังนั้น ความรวดเร็ว ที่ยืนอยู่บนพยานหลักฐาน เป็นเรื่องที่จะสร้างความพึงพอใจ จึงได้พยายามให้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างรวดเร็ว เช่นกรณีคนไทยที่มีชื่อเกี่ยวข้องก็ได้มีการดำเนินการแล้ว
เมื่อถามว่า ทราบว่าบริษัทดังกล่าวรับงาน ภาครัฐไปจำนวนมากจะทำให้การสอบสวนชะงักหรือไม่ พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ตอนนี้เราทำเฉพาะในเรื่องของตึก สตง.ก่อน ส่วนอื่นเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปดำเนินการ
ทั้งนี้ ได้มีการสอบถามถึงหลักฐานทางทะเบียน ของบริษัทกิจการร่วมค้า ปรากฏว่ากระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่าไม่ได้รับผิดชอบ จะรับผิดชอบเฉพาะบริษัทนิติบุคคล ตามที่กฎหมายแพ่งกำหนด ดังนั้น ข้อมูลจึงไปอยู่ที่กระทรวงการคลัง แต่กระทรวงการคลังก็ไม่ได้ทำทะเบียนไว้ เราจึงต้องไปไล่ตามสรรพากรต่างๆ เวลาที่มีการเสียภาษี ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่น่าจะมีคนรับผิดชอบ โดยอาจจะเพิ่มงานให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาดู
“อย่างน้อยเชื่อว่าน่าจะมี 2-3 บริษัทร่วมทุนกัน โดยในส่วนของบริษัทต่างด้าวกระทรวงพาณิชย์ก็ดูอยู่แล้ว และที่สำคัญเมื่อไปอ่านสัญญาบางครั้งอาจมีช่องว่าง ซึ่งประเทศไทยมีกฎหมายดีๆ เยอะ แต่เวลาใช้กลับใช้เป็นส่วนๆ ขาดการบูรณาการเท่าที่ควร เหมือนเป็นอาณานิคมของกฎหมายหน่วยใดหน่วยหนึ่ง
ดังนั้น ดีเอสไอจึงต้องประสานงานกัน แม้แต่เรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการเข้าไปสู่เนื้องาน เช่น พยานหลักฐานที่ต้องไปเก็บจะทำอย่างไร การช่วยเหลือชีวิตถือเป็นอันดับแรก แต่หากเราปล่อยให้วัตถุพยานถล่มลงไปเลย เราก็จะไม่มีพยานหลักฐานไปยืนยัน ดังนั้น ขอให้ไปประสานและพยายามเก็บวัตถุพยานให้ได้มากที่สุด จึงทำให้พนักงานสอบสวนต้องประสานกับนิติวิทยาศาสตร์ และวิศวกรต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าไปช่วยชีวิตน่าจะบันทึกภาพเอาไว้ให้ด้วย” พ.ต.อ.ทวีกล่าว
เมื่อถามว่า กรณีของบริษัทไช่น่าเรลเวย์ นัมเบอร์ 10 หรือนอมินี รับโครงการอื่นของรัฐ จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบและพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า มีหน่วยงานที่เราคงต้องเอาข้อมูลไปให้ เช่นในเบื้องต้นที่ตรวจจากสรรพากร พบว่าเขาไปทำกิจกรรมร่วมค้า 29 โครงการ มูลค่า 2 หมื่นกว่าล้านบาท แต่เราจะโฟกัสไปในเคสของเราก่อน ส่วนกรณีอื่นต้องส่งไปให้ภาครัฐได้ดู เพราะเวลาเราทำคดีต้องทำเป็นคดีๆ ไป

