เปิดปมแก๊งอินเดีย อุ้มเรียกค่าไถ่ คนละ 1 ล้าน หลอกพาไปทำงานออสเตรเลีย ก่อนจับขัง บังคับโทรหาญาติ 

18.04.25 | 18:01 น.

เปิดปมแก๊งอินเดีย อุ้มเรียกค่าไถ่ คนละ 1 ล้าน หลอกพาไปทำงานออสเตรเลีย ก่อนจับขัง บังคับโทรหาญาติ 


เมื่อวันที่ 18 เมษายน ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านเซฟเฮาส์ที่แก๊งชาวอินเดียอุ้มชาวอินเดียด้วยกันไปเรียกค่าไถ่ ซึ่งตำรวจบุกเข้าจับกลุ่มผู้ต้องหาและช่วยเหลือผู้เสียหายไว้ได้ พบว่าเป็นบ้านเดี่ยวอยู่ภายในซอยสันติคาม 8 สุขุมวิท 109 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ หน้าบ้านมีป้ายชื่อตำรวจ ยศพันตำรวจเอก ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าเป็นตำรวจแพทย์หญิง ที่เป็นเจ้าของบ้าน แต่ปล่อยให้เช่า

พล.ต.ต.วสันต์ รอง ผบช.น. กล่าวภายหลังการสอบปากคำผู้ก่อเหตุและผู้เสียหายว่า พฤติการณ์ของชายอินเดียเป็นการหลอกและเรียกค่าไถ่คนอินเดียด้วยกัน แกล้งออกอุบายทำเป็นนายหน้าเพื่อจัดหางานให้คนอินเดียไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย แต่จะต้องมีการมาพักทำเรื่องเอกสารในพื้นที่กรุงเทพฯ ก่อนจะต่อเครื่องไปต่อ ทางกลุ่มผู้ก่อเหตุเลยใช้ช่วงจังหวะที่ชาวอินเดียมาถึงกรุงเทพฯ

ออกอุบายหลอกและจับขังไว้ภายในบ้านเช่า ก่อนที่จะมีการประสานติดต่อกับทางญาติของผู้เสียหายเพื่อให้มีการโอนเงินจากประเทศอินเดียคนละประมาณ 1 ล้านบาท แลกกับอิสระของทั้ง 2 คน พร้อมทั้งมีการข่มขู่เหยื่อว่าหากไม่ทำตามหรือไม่ติดต่อญาติ จะมีการทำร้ายและเฉือนอวัยวะในร่างกายทิ้ง

Advertisement

พล.ต.ต.วสันต์กล่าวอีกว่า พฤติการณ์ของชาวอินเดียกลุ่มนี้ เข้าเมืองมาถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในส่วนของประวัติอาชญากรรม รวมไปถึงข้อมูลรายละเอียดว่าเคยก่อเหตุลักษณะดังกล่าวมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ส่วนนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกับประสานกับเจ้าหน้าที่ ตม.เพื่อตรวจสอบประวัติย้อนหลัง รวมไปถึงมีการประสานสถานทูตอินเดีย เพื่อขอข้อมูลและรายละเอียดเชิงลึก ส่วนมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วตอนนี้เบื้องประมาณ 30,000 กว่าบาท เนื่องจากอยู่ในช่วงของการเจรจาและเรียกค่าไถ่ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไปช่วยไว้ทัน

เมื่อถามถึงพฤติการณ์ในการเรียกค่าไถ่ว่าข้อมูลเบื้องต้นมีชาวไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนในการอำนวยความสะดวกให้เข้ามาในพื้นที่ด้วยหรือไม่นั้น พล.ต.ต.วสันต์กล่าวว่า ขอตรวจสอบเชิงลึก เนื่องจากตอนนี้ทางผู้ก่อเหตุเองไม่ค่อยให้ความร่วมมือ หากมีการขยายผลและตรวจสอบพบบุคคลอื่นเกี่ยวข้องด้วย ก็ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย ยืนยันกลุ่มผู้ต้องหากับผู้เสียหายรู้จักกันมาก่อน และด้วยความสนิทใจ เนื่องจากเป็นการจัดหางานให้ไปทำ เลยไว้ใจ และทราบข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะทางการเงิน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุทั้งหมด ในข้อหาร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว และร่วมกันพยายามเรียกค่าไถ่ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้เวลา 13.30 น. วันที่ 18 เม.ย. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. ดูแลงานสืบสวน พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. พล.ต.ต.สามารถ พรหมชาติ ผบก.น.6 พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ยานนาวา พ.ต.อ.เชิดศักดิ์ รอดเข็ม ผกก.สส.บก.น.6 สั่งการให้ชุดสืบสวนนครบาล และชุดสืบสวน บก.น.6 จับกุมนายดีพ สันธุ (Mr.DEEP SANDHU) อายุ 22 ปี พร้อมพวก 5 คน จับกุมได้ที่บ้านหลังหนึ่งในซอยสันติคาม 8 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

หลังจับขังและเรียกค่าไถ่ นายราเมช ชาร์มาร์ (Mr.RAMESH SHARMAR) และนายอามันดีพ คาโจล Mr.AMANDEEP KAJAL) โดยทั้ง 2 คน เป็นชาวอินเดีย

สำหรับรายชื่อผู้เสียหาย ประกอบด้วย 1.Mr.AMANDEEPmandeep KAJAL สัญชาติอินเดีย อายุ 27 ปี
2.Mr.SHARMA RAMESH สัญชาติอินเดีย อายุ 48 ปี และ 3.Mr.PATEL VIPULKUMAR SHAMBHULAL สัญชาติอินเดีย อายุ 41 ปี (สน.ดอนเมือง)

ส่วนรายชื่อ ผู้ต้องหา ประกอบด้วย 1. Mr.Deep Sandhu สัญชาติอินเดีย อายุ 32 ปี 2.Mr.Muhammad Afzal สัญชาติปากีสถาน อายุ 57 ปี 3.Mr.Sourav สัญชาติอินเดีย อายุ 26 ปี 4.Mr.Simranjit Singh สัญชาติอินเดีย อายุ 35 ปี 5.Mr.Abhishek สัญชาติอินเดีย อายุ 25 ปี 6.Mr.Nitin Salaria สัญชาติอินเดีย อายุ 36 ปี และ 7.Mr.Gurwinder Singh สัญชาติอินเดีย อายุ 35 ปี