นายกเบี้ยว ยอมรับโกรธและดุลูกชายแล้ว เผยลูกชายมีประสบการณ์น้อยที่ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยการโทรแจ้งตำรวจ ลั่นหากย้อนกลับไป 40 ปีก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกับลูกชาย พร้อมขออย่าดึงผู้ใหญ่ในพรรคการเมืองมาเกี่ยวข้อง ย้ำไม่เคยโทรขอความช่วยเหลือกับแกนนำพรรคการเมืองเลย
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 18 เมษายน นายสมิทธิพัฒน์ หลีนวรัตน์ หรือพีช เดินทางเข้ามาที่สถานีตำรวจทางหลวง 2 กองกำกับการ 8 พร้อมกับนายกฤษฎา หรือนายกเบี้ยว หลีนวรัตน์ บิดา
เมื่อมาถึง นายสมิทธิพัฒน์เดินเข้าไปในห้องพนักงานสอบสวนทันที โดยขึ้นทางบันไดด้านข้างอาคาร พยายามที่จะเลี่ยงให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ก่อนที่นายกฤษฎา หรือนายกเบี้ยว ที่เดินตามหลังมาให้สัมภาษณ์อีกครั้งกับสื่อมวลชน บอกว่า วันนี้พาลูกชายเดินทางเข้ามารับทราบข้อหาขับรถโดยประมาทตามพระราชบัญญัติการจราจรทางบก และในส่วนของรถยนต์ BMW ยังไม่ได้เอามาด้วยในวันนี้ แต่เตรียมที่จะนำเข้ามามอบให้กับตำรวจทางหลวงในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากรถอยู่อีกที่หนึ่ง และยังยืนยันว่าป้ายทะเบียนป้ายแดงที่รถของลูกชายเป็นป้ายจริงและเตรียมที่จะขอป้ายทะเบียนให้ตรงกับเลขวันเกิด

นายกฤษฎากล่าวว่า ส่วนที่ก่อนหน้านี้มีการสับสนว่าลูกชายจะยังไม่เข้ามาพบกับตำรวจในวันนี้นั้นอาจจะเป็นการสื่อสารผิดพลาด เพราะก่อนหน้าที่จะมาถึงนักข่าวยังโทรถามตัวเองก็ยังยืนยันว่ากำลังเดินทางเข้ามา ซึ่งตอนแรกไม่ได้จะเดินทางมา แต่พอได้คุยกับพนักงานสอบสวนก็ได้รับแจ้งกลับมาว่าหากไม่เดินทางมาวันนี้ก็ต้องออกหมายเรียก จึงตัดสินใจหันหัวรถกลับมาและดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายให้เสร็จสิ้นภายในวันนี้ ย้ำว่าไม่หลบหนีอยู่แล้ว

ส่วนในเรื่องของคลิปเสียงที่มีการพูดจาเบ่งกับตำรวจด้วยคำพูดว่า ยอมอ่อนให้แล้ว ยืนยันว่าไม่มี แต่หากว่ามีคลิปออกมาก็ต้องยอมรับไปตามสภาพ แต่ลูกชายยืนยันว่าไม่มีการพูดแบบนี้แน่นอน ย้ำว่าตัวเองยอมทุกกรณีอยู่แล้วไม่เคยพูดว่าลูกตัวเองไม่ผิด และขอโอกาสกับสังคม ที่ลูกชายตัวเองทำผิดพลาดไป และตัวเองไม่มีอิทธิพลใดๆ หากจะมีอิทธิพลก็มีอิทธิพลในการช่วยเหลือประชาชนเท่านั้น
นายกฤษฎากล่าวอีกว่า ในส่วนจะกระทบกับคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 พฤษภาคมที่จะมาถึง ไม่กังวล เพราะการลงสมัครรับเลือกตั้งหากพี่น้องประชาชนไม่ไว้วางใจ ก็จะไม่ได้มีโอกาสมารับใช้ประชาชน ก็เพียงแค่อยู่บ้าน แต่หากยังได้รับการไว้วางใจก็ยังคงช่วยเหลือประชาชนเหมือนเดิม ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชนเราไม่มีสิทธิบังคับ
พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้ตัวเองย้ำและสั่งสอนตักเตือนนายพีชมาตลอด ซึ่งในฐานะลูกชายคนเล็กก็จะต้องค่อยๆ สอน ค่อยๆ ตะล่อม หากรุนแรงและแข็งเกินไปลูกชายก็จะเตลิดได้ ซึ่งตอนนี้ตัวเองก็เข้าใจในเรื่องของกฎหมายบ้างแล้ว ซึ่งครั้งนี้ลูกชายตัวเองเป็นคนผิดก็ต้องขอโทษสังคม ยอมรับว่าโกรธลูกชายและครอบครัวไม่เคยเป็นแบบนี้เลย ช่วงระยะหลังอาจจะเจอลูกชายน้อยเกินไป ส่วนลูกชายที่เป็น ส.ส.สังกัดพรรคการเมืองใหญ่ ก็มีอารมณ์โมโหน้องชาย แล้วก็ได้พูดคุยกับน้องชายแล้ว ก็ยังมีความเป็นห่วงน้องชาย แต่ยังไม่เจอกัน และในส่วนของภรรยาพอรู้ว่าลูกชายคนเล็กไปก่อเหตุแบบนี้ขึ้นก็ร้องไห้เป็นทุกข์
นายกฤษฎายอมรับลูกชายอาจจะมีอารมณ์ที่ร้อนด้วยอายุ หากย้อนกลับไป 40 ปีตัวเองก็อาจจะมีอารมณ์ในลักษณะแบบนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่จริงแล้วก็ทำไม่ได้ ซึ่งในส่วนที่ลูกชายไม่โทรแจ้งตำรวจในเวลานั้นก็อาจจะยังไม่มีประสบการณ์ และลูกชายยังไม่เคยมีประสบการณ์เกิดอุบัติเหตุแบบนี้

นายกฤษฎายังปฏิเสธว่าไม่ได้พูดคุยกับแกนนำพรรคเพื่อไทยเลย และขออย่าเอาผู้ใหญ่หรือแกนนำในพรรคเข้ามาเกี่ยวข้อง และตัวเองก็ไม่เคยโทรศัพท์หากับผู้ใหญ่ในพรรคการเมืองด้วย และไม่อยากนำเรื่องปวดหัวไปให้ผู้ใหญ่ในพรรค พร้อมยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ต้องโดนโจมตี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่มีอยู่ช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ที่สถานีตำรวจทางหลวง นายกฤษฎามีอารมณ์และพยายามพูดขอกับผู้สื่อข่าวรายหนึ่งว่า อย่าถามคำถามในลักษณะชี้นำหรือจี้ให้เกิดอารมณ์กันเลย เพราะตัวเองและครอบครัวก็ยอมทุกอย่างแล้ว ไม่เคยคิดจะตั้งป้อมสู้และไม่เคยรังเกียจสื่อมวลชนเลย
ภายหลังเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน นายพีชได้ออกมาจากห้อง พร้อมยกมือไหว้ และพูดว่า ผมขอโทษทุกอย่างไปหมดแล้ว และยืนยันว่าพรุ่งนี้จะเข้าไปพบกรณีจะเข้าไปพบกับคู่กรณี พร้อมย้ำว่าเป็นอุบัติเหตุ ขอโทษอีกครั้ง

จังหวะที่นายพีชจะก้าวขึ้นรถ บังเอิญมีกล้องของช่างภาพสำนักหนึ่งไปกระแทกศีรษะของนายพีช ทำให้นายพีชหันมาด้วยการชักสีหน้า ตะคอกกลับมาที่สื่อมวลชน “ใครโดนหัวผม หัวผมเพิ่งเย็บมา” แล้วก้าวขึ้นรถไป ก่อนที่คนติดตามจะหันมาย้ำกับสื่อมวลชนว่า น้องผมเย็บศีรษะมา
เบื้องต้นพนักงานสอบสวน กก.8 บก.ทล.2 แจ้ง 3 ข้อกล่าวหา คือ ขับรถโดยประมาทเป็นอันตรายกับบุคคลอื่น, ใบขับขี่สิ้นอายุ, นำรถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนมาใช้ โดยนายพีชให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ปรับข้อหาละ 2,000 บาท รวมแล้ว 6,000 บาท

