ITD-ไชน่า เรลเวย์ เคาะจ่ายเยียวยา เหตุสตง.ถล่ม เสียชีวิตรายละ 1 ล้าน เจ็บรายละ 2 แสน

29.04.25 | 20:03 น.

พ.ต.อ.ทวี อิตาเลียนไทยฯ-ไชน่า เรลเวย์ จ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหายเจ็บ-ตาย ปมตึก สตง.ถล่ม บาดเจ็บรายละ 200,000 บาท เสียชีวิตจ่ายรายละ 1,000,000 บาท คาด เตรียมวงเงินเยียวยากว่า 95 ล้านบาท

เมื่อเวลา 17.50 น. วันที่ 29 เมษายน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ห้องประชุม 1 ชั้น 1 อาคาร ถนนแจ้งวัฒนะ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค พ.ต.ท.อมร หงษ์ศรีทอง ผอ.กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พล.ต.ต.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบช.น. ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ นายเกรียงศักดิ์ กอวัฒนา รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และนายชวนหลิง จาง กรรมการบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันหารือข้อเสนอแนวทางการเยียวยาด้านมนุษยธรรมผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อาคารสำนักงาน สตง.ถล่ม

พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยว่า วันนี้มีการหารือกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการช่วยเหลือทั้งตัวญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ จากผู้ที่ได้รับผลกระทบเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. แห่งใหม่ถล่ม โดยช่วยเหลือเป็นเงินด้านมนุษยธรรมที่ไม่ได้เกี่ยวกับคดีอาญาหรือคดีแพ่ง และไม่มีผลผูกพันกับคดีแต่อย่างใด หรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งแต่อย่างใด คดีความเป็นเรื่องที่ว่าไปตามพยานหลักฐานทางกฎหมาย และเนื่องด้วยมีปัญหาเรื่องการพิสูจน์ทราบว่าญาติผู้เสียชีวิตคนใดสมควรจะได้รับเงินตามกฎหมาย ซึ่งสภาทนายความก็ช่วยเหลือเรื่องนี้ โดยจะมีการจัดตั้งกลุ่มย่อยขึ้นมาประกอบด้วย ตำรวจ ดีเอสไอ สภาทนายความ และผู้แทนกิจการร่วมค้าฯ เพื่อพิสูจน์ทราบตัวญาติที่เหมาะสมและรีบจ่ายเงินช่วยเหลือทันที

โดยกิจการร่วมค้าได้เตรียมงบประมาณที่จะจ่ายเงินให้ครอบครัวผู้ประสบภัยเหล่านี้ไว้แล้วกว่า 95 ล้านบาท สำหรับบุคคลสูญหาย ยืนยันจะจ่ายเงินให้กับผู้ที่มีรายชื่อสูญหายตามหลักเกณฑ์เดียวกับผู้เสียชีวิตที่พบศพ ยืนยันว่าผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายตอนนี้รวม 94 ราย จะได้รับการเยียวยาทุกราย แต่ขั้นตอนจะผ่านทางสภาทนายความเพื่อให้ช่วยกลั่นกรองเรื่องนี้ และทางกิจการร่วมค้าจะรอเอกสารยืนยันจากทางราชการเป็นหลัก เพราะในบางรายมีความยุ่งยากที่จะจ่ายเงิน ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาภายหลัง

Advertisement

พ.ต.ต.ยุทธนาเปิดเผยว่า วันนี้เป็นการแสดงเจตจำนงช่วยเหลือผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยจะไม่ผูกพันในเรื่องคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยจะช่วยเหลือผู้เสียชีวิต รายละ 1 ล้านบาท ส่วนผู้บาดเจ็บ รายละ 2 แสนบาท และการดำเนินคดีอาญายังคงเป็นไปตามกฎหมาย ขณะนี้อยู่ในกระบวนการแจ้งข้อหาแล้ว และผู้ต้องหามีสิทธิ์แก้ข้อกล่าวหาและต่อสู้คดี ซึ่งดีเอสไอก็จะพิจารณาคำให้การและพยานหลักฐาน ก่อนสั่งคดีต่อไป

นายเกรียงศักดิ์ กอวัฒนา รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตนขอบคุณหน่วยงานของรัฐที่ช่วยเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างบริษัทกับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ยืนยันที่ผ่านมาไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้จัดตั้งเต็นท์อำนวยการเพื่อรับเรื่องจากผู้ประสบภัยมาตลอด เรามีรายชื่อผู้ประสบภัยอยู่ และเยียวยาเบื้องต้น ช่วยเหลือค่าทำศพในรายที่นิติเวชได้พิสูจน์ทราบแล้ว และจ่ายเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บไปแล้ว ส่วนเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม มีการพูดคุยมาตลอดว่าจำเป็นต้องจัดเงินก้อนหนึ่งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ญาติผู้เสียชีวิต โดยจะมอบให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 1 ล้านบาท ส่วนผู้บาดเจ็บให้เงินช่วยเหลือ 2 แสนบาท ในช่วงที่ขาดรายได้และรักษาตัวจากการบาดเจ็บ โดยเงินจำนวนนี้ยังไม่รวมค่ารักษาพยาบาล

ส่วน ดร.วิเชียรกล่าวว่า สภาทนายความได้ตั้งคณะทำงาน ลงพื้นที่อำนวยความสะดวกให้ครอบครัวผู้ประสบภัย ในการรับเรื่องร้องเรียน นำไปสู่ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย สภาทนายความในฐานะที่เป็นคนกลางก็ยินดีให้ความร่วมมือกับทุกฝ่าย เฉพาะกรณีที่เสียชีวิต มีผู้ร้องเรียนมายังสภาทนายความ 21 ราย ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นคนไทย 16 ราย ที่เหลือเป็นชาวต่างชาติ และคนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังไม่พบร่าง ทั้งนี้ เชื่อว่าเมื่อมีการรื้อสิ่งก่อสร้างออกทั้งหมดแล้ว ก็น่าจะพบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ซึ่งญาติของผู้เสียชีวิตก็ได้นำหลักฐานต่างๆ เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน บันทึกประจำวันที่ไปแจ้งความกับตำรวจ และใบมรณะบัตร มาให้สภาทนายความ ซึ่งกรณีหลักฐานครบ กิจการร่วมค้าฯ ก็จะสามารถจ่ายเงินได้ทันที ถ้ามีการพิสูจน์อัตลักษณ์เรียบร้อย แต่จะมีบางส่วนกรณีชาวต่างชาติ ที่บางรายพบร่างแล้ว แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์ได้ว่าเป็นใคร ต้องรอญาติทางเมียนมามาพิสูจน์ดีเอ็นเอ ซึ่งเมื่อวานนี้ (28 เม.ย.) ก็ได้มีการหารือกับล่ามชาวต่างชาติว่าการเดินทางจากประเทศเมียนมาจะเสียค่าใช้จ่าย ก็จะประสานสถานทูตไทยที่เมียนมา ให้ญาติเหล่านี้ไปเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอที่สถานทูตไทยแทนการเดินทางมา เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก ส่วนปัญหาตอนนี้มักจะมีคนมาอ้างว่าเป็นทายาท ถ้าหากไม่มีการกลั่นกรอง ก็อาจเป็นประเด็นปัญหาตามมา จึงต้องตรวจสอบกลั่นกรองว่าบุคคลที่มารับเงินกรณีที่เสียชีวิต ว่าเป็นทายาทโดยธรรมหรือไม่ โดยจะพิจารณาจากลำดับทายาทโดยธรรม ถ้ามีคนมาอ้างหลายคน ก็ต้องพิสูจน์

นายธีรยุทธ เปิดเผยว่า เกณฑ์การพิจารณาบุคคลที่สมควรได้รับเงินเยียวยานั้น คนๆ นั้นต้องได้รับผลกระทบจากผู้เสียชีวิต เพราะเงินตรงนี้ไม่ใช่ทรัพย์มรดก ถ้าคนๆ นี้เสียชีวิต ทำให้บุคคลใดนั้นได้รับผลกระทบ ทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ ก็จะพิจารณาเรื่องนี้ด้วย แม้ว่าผู้เสียชีวิตจะไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรือผู้เสียชีวิตไม่ได้จดทะเบียนหย่า และเป็นเพียงการอยู่กินทางพฤตินัยก็ตาม

ซึ่งภายหลังการแถลงข่าวประเด็นการเยียวยาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้เชิญสื่อมวลชนมารอสัมภาษณ์หน้าห้องประชุม เพื่อรอสัมภาษณ์เพิ่มเติม โดยหลังการหารือเสร็จสิ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ทยอยกันเดินออกจากห้องประชุม เพื่อมาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม แต่ทางตัวแทนของกิจการร่วมค้า อิตาเลียนไทย ได้แจ้งผ่านเจ้าหน้าที่ดีเอสไอว่าไม่ประสงค์ที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และระหว่างอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติมอยู่ พบว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ มีการปิดประตูไม่ให้เข้าไปภายในห้องประชุม ใช้เวลาการการให้สัมภาษณ์ ประมาณ 10นาที เมื่อเสร็จสิ้น
ผู้สื่อข่าวที่รอจะสัมภาษณ์ ตัวแทนของบริษัทร่วมค้าอิตาเลียนไทย และไชน่าเรลเวย์ฯ เพิ่มเติม แต่ไม่ปรากฎว่าผู้แทนทั้งสองบริษัทออกมาจากห้องประชุม ผู้สื่อข่าวจึงได้เข้าไปภายในห้องประชุม แต่ไม่พบผู้บริหารอิตาเลียนไทย และผู้บริหารบริษัทไชน่าเรลเวย์ แล้ว

จากการตรวจสอบพบว่า บริเวณหลังห้องประชุม มีประตูที่สามารถทะลุกับบันไดหนีไฟ ลงไปยังบานจอดรถชั้นG ได้ ทั้งนี้จึงคาดว่า ผู้แทนทั้ง2บริษัท หลบสื่อออกทางประตูหลังดังกล่าวไปแล้ว