เปิดคำพิพากษา คดีประยุทธ มหากิจศิริ จำคุกสูงสุด 24 ปี ยื่นประกันไม่ทัน นอนคุก

1.05.25 | 18:50 น.

เปิดคำพิพากษา คดีประยุทธ มหากิจศิริ จำคุกสูงสุด 24 ปี ยื่นประกันไม่ทัน นอนคุก

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ 3 จ.สุรินทร์ อ่านคำพิพากษาคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้อง นายกฤษณะพงศ์ พู่สกุลสถาพร และพวกรวม 11 คน ประกอบด้วย

1.นายกฤษณะพงศ์ พู่สกุลสถาพร อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาสีคิ้ว

2.นายเทียมศักดิ์ จินดา อดีตนายช่างรังวัด 7 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายรังวัด

3.นายชายธง ณ สงขลา

Advertisement

4.นายภักดี ภักดีเมฆ อดีตนายช่างสำรวจ ระดับ 6 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา (ส.ป.ก.นครราชสีมา)

5.นายประทีป แสวงลาภ

6.บริษัท เลควูดคันทรี่คลับ จำกัด

7.บริษัท ไทยน๊อคซ์ สเตนเลสจำกัด (มหาชน) หรือบริษัทโพสโค ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส จำกัด (มหาชน)

8.นายฌ็อง ปอล เทเวอรแน็ง สัญชาติฝรั่งเศส กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน บริษัท ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส จำกัด (มหาชน)

9.น.ส.อุษณา มหากิจศิริ ลูกสาวนายประยุทธ มหากิจศิริ

10.นายประยุทธ มหากิจศิริ กรรมการและผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส จำกัด (มหาชน)

11.นายจิเทนเดอร์ พอล เวอร์มา

โดยศาลมีคำพิพากษาระบุว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (นส.3ก.) ในพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จำนวน 6 แปลง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 รวม 6 กระทง

ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 รวมทั้งสิ้น 7 กระทง

จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในการรังวัดที่ดิน 6 แปลง

เป็นความผิดฐานผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบ มาตรา 86 รวม 6 กระทง และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน เรียก รับ หรือยอมจะรับ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 รวมทั้งสิ้น 7 กระทง

จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ
โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวม 2 กระทง

จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวม 2 กระทง

เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153, 151
ประกอบ 86 ซึ่งเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่จำต้องระบุมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก

จำเลยที่ 5 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานตามการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดิน 6 แปลง เป็นความผิดตามประมวลอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 รวม6 กระทง

จำเลยที่ 6 กรณีรังวัดที่ดิน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 รวม 1 กระทง

จำเลยที่ 7 กรณีรังวัดที่ดิน เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 รวม 3 กระทง

จำเลยที่ 8 กรณีแบ่งแยกโฉนด เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 รวม 3 กระทง

จำเลยที่ 9 การรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดิน รวม 3 กระทง

จำเลยที่ 10 การรังวัดตรวจสอบเนื้อที่ที่ดิน เป็นความผิดฐานผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบ มาตรา 86 รวม 6 กระทง

จำเลยที่ 11 กรณีแบ่งแยกโฉนดที่ดิน เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 รวม 3 กระทง

อนึ่ง ภายหลังกระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4, 7 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 151, 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและให้ใช้อัตราโทษที่บัญญัติไว้ใหม่แทน

ซึ่งตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษสูงกว่าโทษตามกฎหมายเดิม ดังนั้นจึงถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ภายหลังกระทำความผิด และกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) รวม 6 กระทง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) รวม 1 กระทง รวมทั้งสิ้น 7 กระทง

จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 รวม 6 กระทง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 (เดิม) รวม 1 กระทง รวมทั้งสิ้น 7 กระทง

จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) โดยทุจริต 2 กระทง

จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมาญา มาตรา 157 (เดิม) รวม 2 กระทง

จำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบ มาตรา 86 รวม 6 กระทง

จำเลยที่ 6 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 รวม 1 กระทง

จำเลยที่ 7 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 รวม 3 กระทง

จำเลยที่ 8 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 รวม 3 กระทง

จำเลยที่ 9 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 รวม 3 กระทง

จำเลยที่ 10 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 153 ประกอบมาตรา 86 รวม 6 กระทง

จำเลยที่ 11 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 รวม 3 กระทง

การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 11 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 36 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะ รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 6 ปี รวมโทษจำคุก 42 ปี

จำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุชาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 24 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ จำคุก 6 ปี รวมโทษจำคุก 30 ปี

จำเลยที่ 3 และที่ 4 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 ปี

จำเลยที่ 5, ที่ 6 , ที่ 7, ที่ 8, ที่ 9, ที่ 10 และที่ 11 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น

จำเลยที่ 5 จำคุก กระทงละ 4 ปี รวม 24 ปี

จำเลยที่ 6 ปรับ 20,000 บาท

จำเลยที่ 7 ปรับ 60,000 บาท

จำเลยที่ 8 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 12ปี

จำเลยที่ 9 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 12 ปี

จำเลยที่ 10 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 24 ปี

จำเลยที่ 11 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 12 ปี

กรณีจำเลยที่ 6 ที่ 7 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

กับให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน 4 แปลง และริบเงิน 3,750,000 บาท ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 83 ประกอบมาตรา 93 โดยให้นับโทษจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 10 ต่อจากโทษจำคุกคดีอาญาแดงที่ 85/2565 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ส่วนคำขออื่นให้ยก

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำเลย 6 ราย แยกเป็นชาย 5 ราย หญิง 1 ราย ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์

ศาลมีคำสั่งส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง แต่เนื่องจากจนกระทั่งถึงเวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่ศาลอุทธรณ์แจ้งว่าคำสั่งไม่สามารถส่งมาได้ทัน จึงได้นำตัวจำเลยทั้ง 6 ราย ไปควบคุมที่เรือนจำกลางสุรินทร์

ทั้งนี้เรือนจำกลางสุรินทร์ได้จัดทีมแพทย์ไว้รอตรวจสอบนายประยุทธ เนื่องจากได้รับแจ้งว่านายประยุทธมีโรคประจำตัว จึงได้ควบคุมตัวที่แดนพยาบาล จนกว่าศาลจะมีคำสั่งปล่อยชั่วคราว  ส่วน น.ส.อุษณา มหากิจศิริ เนื่องจากเรือนจำกลางสุรินทร์มีข้อจำกัดในสถานที่ จึงต้องควบคุมตัวรวมกับผู้ถูกควบคุมตัวอื่นในแดนแรกรับ