2 สามีภรรยา ผวา ถูกเอาชื่อทำประกันวงเงิน 120 ล้าน ลุยเอาผิดผู้รับผลประโยชน์ หวั่นอันตราย

9.05.25 | 13:04 น.

2 ผัวเมีย ถูกเอาชื่อไปทำประกันวงเงิน 120 ล้าน เข้าแจ้งกองปราบฯ เอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ระบุไม่เคยมีประกันเพื่อใช้ค้ำเงินกู้ยืม


เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นางชลิดา พะละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” พา น.ส.พัชรวรินทร์ หรือ อุ๊ และนายธนาญวัฒณ์ หรือโต้ง สองสามีภรรยา เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบฯ เพื่อเข้าแจ้งเอาผิดบุคคลที่นำชื่อของผู้เสียหายไปสวมสิทธิทำประกันชีวิตวงเงิน 120 ล้านบาท

นางชลิดากล่าวว่า วันนี้พาผู้เสียหายมาแจ้งความที่กองปราบฯ เพราะเริ่มแรกผู้เสียหายพยายามแจ้งความ แต่เนื่องจากเหตุเกิดหลายพื้นที่ตามจังหวัดต่างๆ จึงต้องมาที่กองปราบฯ ส่วนจะแจ้งความดำเนินคดีใครบ้างนั้น เบื้องต้นทราบว่ามี 2-3 ราย ส่วนกรมธรรม์อื่นๆ ที่มีทั้งลายเซ็นและตัวแทนประกันก็จะมีเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งจะต้องรอเอกสารจาก คปภ.เพื่อแจ้งความเอาผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย

นางชลิดากล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และเป็นหลักฐานว่าไม่เคยไปทำประกันมาก่อน ส่วนข้อกล่าวหาที่จะแจ้งดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวันนี้นั้น ขอให้ตำรวจเป็นผู้พิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดใดบ้าง เบื้องต้นก็อาจเข้าข่ายความผิด “ปลอมและใช้เอกสารปลอม” ในส่วนข้อหา“พยายามฆ่าในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ” ตำรวจได้เรียกผู้เสียหายเข้าไปสอบปากคำแล้ว หลังจากที่ตนได้โพสต์เรื่องนี้ในเฟซบุ๊กว่าผู้เสียหายอาจถูกปองร้ายหรือไม่ ส่วนตัวมองว่าอีกฝ่ายพยายามเบี่ยงเบนประเด็น ถึงแม้ผู้เสียหายจะเคยเป็นผู้กระทำความผิดมาก่อน แต่ไม่ใช่จะต้องผิดตลอดไป ทุกคนมีโอกาสปรับปรุงตัวได้ และผู้ถูกกระทำก็มีสิทธิปกป้องตัวเอง ซึ่งผู้เสียหายเองก็ไม่สามารถจ่ายเบี้ยประกันแต่ละปีที่ต้องจ่ายเงินถึง 2 ล้านบาทได้

Advertisement

ด้าน น.ส.พัชรวรินทร์ กล่าวว่า ตอนแรกตนไม่ทราบว่าเป็นใครที่เป็นผู้รับผลประโยชน์ แต่เมื่อได้เอกสารมาจึงทราบว่าใครเป็นผู้รับผลประโยชน์ วันนี้จึงมาแจ้งความเอาผิดต่อผู้รับผลประโยชน์ โดยตัวแทนบางท่านที่เป็นญาติกับตน และเคยมีคดีความกันมาก่อนด้วย ยืนยันว่าตนและสามีไม่ได้ทำประกันชีวิตกับตัวแทนคนไหนมาก่อน กระบวนการของการทำประกันชีวิต ผู้เอาประกันจะต้องลงลายมือชื่อด้วยตัวเองด้วย ดังนั้นลายเซ็นในใบคำขอฯเอาประกัน ก็น่าจะตรวจสอบได้ว่าเป็นลายเซ็นของตัวเองหรือไม่

ก่อนหน้านี้ตนได้ฝากเอกสารไว้กับทนายความระหว่างศาลอ่านคำพิพากษาจึงไม่ได้นำเอกสารใดๆ เข้าไปด้วย ทราบว่าทนายความรู้จักกับนางวัชรี นอกจากนี้ยังพบว่าการทำประกันดังกล่าวมีการนำบัตรประชาชนฉบับเก่าของตนไปใช้ทำประกัน หลังจากที่ตนออกมาจากเรือนจำแล้วก็ไปทำบัตรประชาชนใหม่แล้ว แต่ก็พบว่ามีการนำบัตรใบเก่าไปทำกรมธรรม์ พร้อมยอมรับด้วยว่ารู้จักกับตัวแทนบริษัทประกันภัยเพียงคนเดียวที่เป็นญาติกันเท่านั้น หลังจากพ้นโทษออกมาก็ไม่เคยไปทำประกันภัยที่ไหนอีกด้วย

น.ส.พัชรวรินทร์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่อีกฝ่ายให้สัมภาษณ์ระบุว่า ตัวผู้เสียหายมีกรมธรรม์เพียง 2-3 กรมธรรม์ แต่ความจริงแล้วของตนมี 8 กรมธรรม์ ส่วนของสามีมีมากกว่า 10 กรมธรรม์ โดยมีการยอมรับด้วยว่าเป็นคนทำกรมธรรม์เพื่อให้ครอบคลุมกับยอดหนี้ ล่าสุดมีการฟ้องร้องยอดหนี้ จำนวน 50 ล้านบาท แต่พบมีการทำกรมธรรม์ของผู้เสียหายทั้งสองคน จำนวน 46 ฉบับ วงเงิน 120 ล้านบาท เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2565 สามีตนไปประสบอุบัติเหตุ เหตุดังกล่าวทำให้ตนสงสัยว่าถูกประทุษร้าย หรือถูกลอบฆ่าเพื่อหวังเอาเงินประกันหรือไม่

น.ส.พัชรวรินทร์กล่าวอีกว่า ตนขอฝากถึงบริษัทประกันภัยว่าตนและสามีขอยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่มีเจตนาจะทำประกันชีวิต อยู่ดีๆ กลับมีเซอร์ไพรส์ มีการทำประกันชีวิตถึง 46 กรมธรรม์ วงเงินคุ้มครอง 120 ล้านบาท จึงอยากให้มีการคัดกรอง ขั้นตอนการตรวจสอบการทำประกัน ขอให้มีความเข้มงวด และตรวจสอบอัตลักษณ์ให้ชัดเจนด้วย

หลังจากที่ตนพ้นโทษมาแล้วมีคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เคยมาติดต่อให้ตนถ่ายรูปคู่กับบัตรประชาชน อ้างว่าจะให้ความช่วยเหลือเรื่องทำประกันสุขภาพ เพื่อสามารถใช้สิทธิเบิกได้ เพราะขณะนั้นตนกำลังตั้งครรภ์อยู่ ตอนนั้นกำลังลำบากจึงส่งรูปคู่กับบัตรประชาชนไปให้นางวัชรีทางไลน์ ภายหลังจึงทราบว่าขั้นตอนทำประกันสังคมไม่มีแบบนี้ จึงมีข้อสงสัยมาตลอดว่านำไปทำอะไร แต่ก็ไม่ได้สอบถามอะไร