เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รองผบช.น.)รับผิดชอบงานจราจร(จร.) เปิดเผยว่า มาตราการบังคับใช้กฏหมายกับผู้ขับขี่รถยนต์และผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัยโดยเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 5 เมษายนนั่น เดิมมีกำหนดอยู่ สำหรับการบังคับใช้ไม่มีผลกระทบต่อประชาชน เพราะตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ยระบุว่ารถบรรทุกทุกประเภท ที่จดทะเบีย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 จะต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยตรงที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า , รถตู้โดยสารทั้งประจำทาง และไม่ประจำทาง ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ทุกที่นั่ง ทุกคัน ทุกเส้นทาง ,รถโดยสารที่วิ่งระหว่างกรุงเทพ-ต่างจังหวัดและวิ่งระหว่างจังหวัด ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ทุกที่นั่ง ทุกคัน ทุกเส้นทาง และรถขนส่งขนาดเล็ก ที่จดทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ตรงที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า
พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าวอีกว่าสำหรับรถเก๋ง รถแท็กซี่ รถลีมูซีน รถกระบะ 4 ประตู จดทะเบียนก่อน 1 มกราคม 2531 ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 – 31 ธันวาคม 2553 ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยตรงที่นั่งคนขับ และที่นั่งตอนหน้า หากจดทะเบียนตั้งแต่ 1 มกราคม 2554 ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง รถ 4 ล้อเล็กรับจ้าง(รถกะป๊อ)ทะเบียนป้ายเหลือง จดทะเบียนตั้งแต่ 1 เมษายน 2555 ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยตรงที่นั่งคนขับและที่นั่งตอนหน้า ส่วนรถตู้ส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 15 คน จดทะเบียนก่อน 1 มกราคม 2537 ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย จดทะเบียน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2537 ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยตรงที่นั่งคนขับและที่นั่งตอนหน้า ผลิตหรือนำเข้าตั้งแต่ 1 เมษายน 2555 ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง รถปิคอัพ รถสองแถว ป้ายฟ้า(มีแครี่บอย) ป้ายเขียว(รถบรรทุกส่วนบุคคล) จดทะเบียนก่อน 1 มกราคม 2537 ไม่บังคับติดตั้งเข็มขัดนิรภัย จดทะเบียนตั้งแต่ 1 มกราคม 2537 ต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่นั่งคนขับและที่นั่งตอนหน้า
รอง ผบช.น.กล่าวอีกว่า สำหรับประเภทเข็มขัดที่บังคับใช้ มีสองแบบ แบบรัดตักและรั้งพาดไหล่(3จุด)ใช้กับที่นั่งคนขับและที่นั่งตอนหน้า ส่วนอีกแบบเป็นแบบคาดเอว(2จุด)ใช้กับที่นั่งตรงกลาง
พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าวว่า การบังคับใช้ตั้งแต่คำสั่งคสช.ฉบับที่ 14 ประกาศตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)สั่งให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) สั่งให้ 88 สถานี(สน.)ทำการประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด และกำหนดว่าตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน เป็นต้นไป จะมีการตรวจแบบเข้มข้น ถ้าพบว่ามีการกระทำความผิดต้องจับปรับจริง ในกรณีไม่คาดเข็มขัดรถยนต์ส่วนบุคคลและแท็กซี่สาธารณะ ทางผู้โดยสารนั่งตอนท้ายหากไม่คาดเข็มขัด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเปรียบเทียบปรับอัตรา คนละ 100 บาท โดยหากเรียกตรวจพบรถแท็กซี่โดยสารสาธารณะ รับผู้โดยสารแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องถามคนขับว่าจัดเข็มขัดไว้ 4 ที่นั่งหรือไม่ หากจัดครบแล้วคนขับได้แนะนำให้ผู้โดยสารทราบหรือไม่ และผู้โดยสารต้องมีหน้าที่คาดเข็มขัดนิรภัยด้วยแบ่งเป็น 2 ช่วงทั้งนี้ทาง เจ้าของรถต้องจัดให้มีเข็มขัด คนขับต้องแจ้งให้ผู้โดยสารทราบ ผู้โดยสารก็ต้องมีหน้าที่คาด ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งผิดก็ต้องมีการเทียบปรับ
พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าวอีกว่าที่พบมากอีกแบบหนึ่งก็คือตลอดช่วงที่ประชาสัมพันธ์รถแท็กซี่ไม่มีที่ให้เสียบเข็มขัดนิรภัยบริเวณเบาะหลัง เข็มขัดนิรภัยมีติดรถมาแต่ไม่มีที่เสียบ เพราะผู้ขับขี่ยัดไว้ใต้เบาะก็ได้แนะนำแล้วว่าให้เอาขึ้นมา เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถคาดได้ รถแท็กซี่สาธารณะ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นด้วยตาเพราะกระจกใส ดังนั้นทุกที่นั่งจะต้องมีเข็มขัดคาด
รองผบช.น. กล่าวอีกว่าจากการปฏิบัติลงพื้นที่ตรวจสอบรับข้อมูลจากหลายๆโรงพัก พบว่าผู้ใช้รถใช้ถนนให้การตอบรับดี มีการคาดเข็มขัดนิรภัยเห็นชัดเจน ไปไหนมาไหนเห็นคาดกัน เบาะหลังก็คาดเข็มขัดนิรภัยกันทั้งหมด ที่รัฐบาลออกกฏข้อบังคับนั้นก็เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ที่ผ่านมาเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดทุกครั้งที่ผ่านมาทำให้มีการบาดเจ็บสาหัส และผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)สั่งการให้ทุกโรงพักทั่วประเทศเข้มงวดกวนขันอย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน ในส่วนของ บช.น.มีมาตราการเข้มข้นทุกโรงพักมีการตั้งจุดสกัดหรือที่เรียกว่าจุดกวดขันวินัยจราจรอยู่แล้วทุกวัน ตั้งแต่ช่วงนี้ตลอดจนเทศกาลสงกรานต์ และยังสั่งให้ทุกโรงพักเพิ่มมาตราการตั้งจุดกวดขันวินัยจราจรมากยิ่งขึ้น โดยเน้นเรื่องเมาแล้วขับ ความเร็ว ไม่สวมหมวกกันน็อค ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง เราไม่ได้คาดหวังที่จะมีผลการจับกุม มียอดการปรับมากๆ แต่ช่วยกันเตือน ช่วยกันทำให้ การเดินทางปลอดภัยยิ่งขึ้น การคาดเข็มขัดเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วหนักเป็นเบา
พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนมองว่าจะเป็นเครื่องมือตำรวจในการเรียกรับผลประโยชน์หรือไม่นั้น ว่ายืนยันว่านโยบายผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ไม่มีนโยบายที่จะให้เพิ่มจำนวนการจับกุม ไม่ได้หวังให้มีเปอร์เซ็นค่าปรับ หวังให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนปลอดภัยมากขึ้น ตลอดช่วงที่ผ่านมาบช.น. โดยได้สั่งกำชับตลอด ว่าต้องมีความเข้มงวดมากในการตั้งด่าน ต้องไม่ให้มีการเรียกรับผลประโยชน์ในขณะตั้งด่าน ต้องสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ต้องสร้างความเชื่อมั่นใหม่จากพี่น้องประชาชน ต้องสร้างความรู้สึกใหม่กับพี่น้องประชาชน ตนจึงออกคำสั่งในการตั้งด่านกวดขันจราจร ของตำรวจนครบาล หัวหน้าผู้ควบคุมต้องเป็นระดับสารวัตรขึ้นไปที่ผ่านมาทุกด่านที่ตั้ง จะต้องมีสารวัตรหรือรองผกก.จราจรเป็นหัวหน้าคุมเท่านั้น
รองผบช.น. กล่าวอีกว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เยังเพิ่มด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ในเวลากลางวัน ด่านที่มีในช่วงเช้ากับช่วงบ่าย ต้องมีเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ด้วย เพราะสถิติที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการหยุดยาวมีการเสียชีวิตจากอุบติเหตุจราจรสูงมา โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ไม่สวมหมวกกันน็อค ปีนี้ต้องทำให้ลดน้อยลงมากที่สุด การรัดเข็มขัดไม่ใช่เพื่อใครแต่เป็นเพื่อตัวเอง ปีนี้น่าจะสัมฤทธิ์ผล รัฐบาลทำวินัยจราจรมากขึ้นโดยให้ทุกภาคส่วนออกมาร่วมกันทั้งหมด โดยในวันพรุ่งนี้(5 เมษายน)เวลา 16.00 น. ตนจะเดินทางลงพื้นที่ตรวจบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

