ทลายเว็บพนัน 3AVIPBET เงินหมุนเวียนกว่า 120 ล้าน ค้นคอนโดหรูยึดเงินสด-ทรัพย์สิน

23.05.25 | 12:18 น.

ตร.ไซเบอร์ ทลายเว็บพนัน 3AVIPBET มีเงินหมุนเวียนกว่า 120 ล้านต่อปี พร้อมตัวการคนสำคัญก่อนบินหนีไปต่างประเทศ


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 พฤษภาคม ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมืองทองธานี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ตำรวจไซเบอร์ทลายเว็บพนัน 3AVIPBET พบเงินหมุนเวียนกว่า 120 ล้านต่อปี รวบตัวการสาวไทยคาสนามบินก่อนเผ่นหนีฮ่องกงพร้อมเครือข่ายรวม 5 ราย ยึดทรัพย์แล้วกว่า 7 ล้าน

พล.ต.ท.ไตรรงค์เปิดเผยว่า ผลการปฏิบัติการดังกล่าวถือว่าเป็น “เว็บการบ้าน” คือเว็บที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาในระบบการแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ “สายตรวจไซเบอร์” แจ้งเบาะแสว่าเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวเว็บการพนัน จนนำไปสู่การสืบสวนติดตามผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี

Advertisement

สำหรับเครือข่ายของเว็บการพนันดังกล่าว คาดว่าฐานโปรแกรมเมอร์ที่เปิดเว็บการพนันอยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านติดกับชายแดนอำเภอแม่สาย ส่วนนโยบายการปราบปรามเครือข่ายเว็บการพนัน และ คอลเซ็นเตอร์ โดยการตัดขาดสาธารณูปโภค รวมถึงอินเตอร์เน็ตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน การสืบสวนทราบว่าทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้านได้ปรับแผนในการพึ่งพาตัวเองใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และใช้สาธารณูปโภคจากแหล่งที่มาอื่น จึงทำให้กลุ่มคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายเว็บการพนันยังคงตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ รวมถึงย้ายฐานปฏิบัติการเข้าไปในพื้นที่ชั้นในของประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติมอีกด้วย แต่จากนโยบายของรัฐบาลที่พยายามจะปราบปรามเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์นั้น ก็ทำให้สถิติการแจ้งความอาชญากรรมทางออนไลน์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับประชาชนที่พบข้อมูลหรือแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือเกี่ยวกับเครือข่ายการพนัน สามารถแจ้งได้ที่หมายเลขสายด่วน 1441 เพื่อเป็นหนึ่งในสายตรวจไซเบอร์ นำไปสู่การจับผู้กระทำความผิด

โดย พ.ต.อ.อรุณณพันธ์ วานิช์ชานันท์ ผกก.2 บก.สอท.3 เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้รับข้อมูล พบว่า เว็บพนันดังกล่าวเปิดให้ใช้บริการตั้งแต่ปี 2563 มีเงินหมุนเวียนกว่า 10 ล้านบาทต่อเดือน รวมแล้วเว็บพนันดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนต่อปี กว่า 120 ล้านบาท หลังจากนั้นจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และขอศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 9 ราย และได้นำหมายเข้าค้นทั้งหมด 4 จุด ในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย และกรุงเทพฯ

ซึ่งสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ทั้ง 5 ราย ได้แก่ น.ส.อรุณรัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 66 ปี ชาวเชียงราย บัญชีม้ารับเงิน, น.ส.วิไลวรรณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี ชาวเชียงราย บัญชีม้าพักเงิน, นายจิรพงศ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ชาวเชียงราย ทำหน้าที่ยิงแอดโฆษณา รับค่าจ้างประมาณ 30,000-50,000 บาทต่อเดือน และ น.ส.ณัฐกฤตา (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ชาวอ่างทอง แอดมิน และผู้ดูแลบัญชีการเงินของเว็บพนัน สามารถจับกุมได้ที่คอนโดหรูย่านรัชดา-ห้วยขวาง เบื้องต้น เจ้าตัวยอมรับสารภาพ ให้ข้อมูลว่าได้รับค่าจ้างประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน

ส่วนอีก 1 รายคือ น.ส.รัชนีวรรณ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ภรรยาของชาวจีนรายหนึ่ง เป็นผู้ต้องหารายสำคัญสามารถจับกุมตัวได้ที่อาคารผู้โดยสาร ชั้น 4 พื้นที่ฝ่าย ตม.ขาออก ด่าน ตม.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะเตรียมเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศด้วยสายการบิน CATHAY PACIFIC เที่ยวบินที่ CX706 ไปยังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เบื้องต้นเจ้าตัวยังคงให้การปฏิเสธ

ซึ่งจุดที่น่าสนใจ คือ ห้องพักชั้น 6 ในคอนโดหรูย่าน รัชดา-ห้วยขวาง ประชาอุทิศ ซ.6 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กทม. ที่จับกุมตัว น.ส.ณัฐกฤตา สามารถตรวจยึดทรัพย์สินภายในห้องพักได้มูลค่ารวมกว่า

รวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท ดังนี้
1. เงินสด จำนวน 2,515,880 บาท
2. ธนบัตรจีน ชนิดใบละ 100 หยวน จำนวน 454 ใบ มูลค่าประมาณ 200,000 บาท
3. โฉนดที่ดิน (หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด) จำนวน 2 ชุด ประกอบด้วย
– คอนโดย่านสุทธิสาร ราคาประเมิน 1,499,450 บาท
– คอนโดย่านห้วยขวาง ราคาประเมิน 2,285,397 บาท
4. สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 6 เล่ม
5. โทรศัพท์มือถือ จำนวน 4 เครื่อง
6. Macbook air 2 จำนวน 1 เครื่อง มูลค่าประมาณ 80,000 บาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาทั้งหมด ในข้อหา “ร่วมกันจัดให้มีการเล่นหรือทำอุบายล่อช่วยประกาศโฆษณาหรือชักชวนโดยทางตรงหรือทางอ้อมให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันในการเล่นทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน” ควบคุมตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือเพื่อนำตัวมาดำเนินคดี และเร่งสืบสวนขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่นๆ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อนำตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและตรวจยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดทั้งหมดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป