ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 เมษายน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.อ.สุวิระ ทรงเมตตา ที่ปรึกษา (สบ 10) พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ประชุมร่วมกับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค (บช.ภ.) 1-9 ศชต. และหน่วยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อวางมาตรการดูแลความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์ และการบังคับใช้กฎหมายจราจร โดยใช้เวลาประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง
พล.ต.ท.วิทยาเปิดเผยว่า ได้เน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หลังจากมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 14-15/2560 เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายจราจรของรถยนต์ส่วนบุคคลและรถสาธารณะ และให้เริ่มบังคับใช้จริงจังตามคำสั่งดังกล่าว และกฎหมายจราจรที่เกี่ยวข้องวันนี้เป็นวันแรก โดยตั้งแต่เช้าวันนี้เป็นต้นมายังไม่ได้รับรายงานการจับ ปรับตามกฎหมาย คาดว่าช่วงเย็นวันนี้จะมีข้อมูลรายงานตัวเลขเบื้องต้นเข้ามา
ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายในวันนี้ เน้นเป็นพิเศษการไม่สวมหมวกนิรภัย สำหรับรถจักรยานยนต์ การไม่คาดเข็ดขัดนิรภัยสำหรับรถยนต์ทุกประเภท รวมถึงการไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เมาแล้วขับ และขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยให้กวดขันจับกุมผู้กระทำความผิดทั้งรถส่วนบุคคลและรถของหน่วยงานราชการด้วย ไม่มีข้อยกเว้น โดยเท่าที่ตนสังเกตเห็นในช่วงเช้าที่ผ่าน พบว่าประชาชนทำตามกฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะการนั่งท้ายรถกระบะเห็นน้อยลงมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการคาดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกกันน็อกนั้น หากพบผู้ฝ่าฝืนไม่คาดเข็มขัดถือมีโทษปรับตามกฎหมายไม่เกิน 500 บาท แต่วันที่ประชุมวันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีนโยบายว่าช่วงแรกจะผ่อนปรน หากประชาชนฝ่าฝืนไม่ทำตามกฎหมาย จะมีโทษปรับเพียง 100-200 บาท ทั้งนี้ ค่าปรับที่ต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ เช่น ใน กทม.กับต่างจังหวัดก็แตกต่างกัน โดยตำรวจจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจ จะปรับในอัตรานี้ไประยะหนึ่ง จุดประสงค์เพื่อตักเตือนประชาชนก่อน จะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เมื่อประชาชนปรับตัวกับข้อบังคับก็จะเข้มงวดขึ้น ส่วนในรถโดยสารสาธารณะ จะเน้นการบังคับใช้กับผู้โดยสารที่ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ขับขี่ เพราะถือเป็นเจตนาของผู้โดยสารในการละเมิดกฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือผู้ใช้รถใช้ถนนในการคาดเข็มขัดนิรภัย และสวมหมวกนิรภัยขณะขับขี่หรือซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ เพื่อให้เป็นมาตรฐานสากล ลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน
ส่วนประเด็นที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการห้ามใช้รถผิดประเภท หรือการบรรทุกคนบริเวณท้ายกระบะ รวมแค็บหลังของรถกระบะแบบ 2 ประตู นั้น ไม่สามารถทำได้ แต่เจ้าหน้าที่จะมีการผ่อนปรนการบรรทุกผู้โดยสารภายในแค็บของรถเป็นกรณี โดยหากพิจารณาว่ามีความจำเป็นและเดินทางไม่ไกลจะใช้การตักเตือน แต่หากพบการบรรทุกในเชิงรับจ้างขนส่ง เช่น รถที่ดัดแปลงให้คนนั่ง 2 ชั้น ตรงกระบะท้าย เช่นนี้เจตนาขนคนชัดเจน ก็จะถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนใช้รถขนส่งสาธารณะในการเดินทางกลับภูมิลำเนาแทนการเดินทางไปภายในแค็บของกระบะ หรือกระบะท้ายเพื่อความปลอดภัย ซึ่งข้อกฎหมายทั้งหมดเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้หมดแล้ว ทั้งนี้ กรณีที่เจ้าของรถไปติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่แค็บหลังนั้นก็ต้องผ่านการตรวจรับรองประเภทรถจากกรมขนส่งทางบกก่อน ถ้าได้รับการรับรองว่าสามารถให้คนโดยสารได้ตามกฎหมายก็นั่งได้ แต่ถ้าไม่มีการรับรองหากเจ้าหน้าที่พบก็ต้องจับกุม ถือว่าผิดกฎหมายต้องปรับคนขับ ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์นี้ จะกวดขันการไม่อนุญาตให้คนนั่งท้ายกระบะตั้งแต่ต้นทาง จุดแรกก็จะตักเตือนก่อนว่าผิดและต้องนำคนออกให้โดยสารวิธีอื่นที่ถูกกฎหมาย มีทางเลือกอื่นที่ทำได้ เช่น รถสาธารณะ โดยไม่ทำการเปรียบเทียบปรับ แต่หากผ่านต้นทางไปสู่จุด 2 จุด 3 แบบนี้ถือว่าเจตนาละเมิดกฎหมายแล้ว ก็ไม่อนุญาตให้ขนคน จึงขอย้ำว่าให้ทำตามกฎหมายตั้งแต่ต้นดีกว่า เพื่อความปลอดภัย ทั้งนี้ แม้กระแสสังคมระบุว่ากฎหมายห้ามนั่งกระบะหลังและแค็บไม่เอื้อกับคนรายได้น้อยนั้น ก็ต้องบอกว่าต้องไปแก้กฎหมาย ในเมื่อกฎหมายออกมาเช่นนี้ ตำรวจต้องทำตามบังคับใช้กฎหมายนี้ ตนจะบอกให้ตำรวจทั่วประเทศละเว้นกฎหมายคงไม่ได้หรอก
พล.ต.ท.วิทยากล่าวว่า สำหรับการเล่นน้ำสงกรานต์เน้นย้ำประชาชนห้ามเล่นน้ำบนท้ายรถกระบะขณะรถเคลื่อนที่โดยเด็ดขาด แต่สามารถขึ้นเล่นน้ำบนรถกระบะได้หากรถจอดในบริเวณที่จัดไว้สำหรับเล่นน้ำ หรือเคลื่อนตัวในจุดที่ปิดถนนเล่นน้ำกัน เช่น ในซอยต่างๆ ไม่ใช่ถนนใหญ่ จะพากันขึ้นท้ายรถกระบะแล้วข้ามซอย ข้ามเขต แล้วรถแล่นไปตามถนนใหญ่ไม่ได้ หากฝ่าฝืนถือมีโทษใช้รถผิดประเภท อีกทั้งยังถือว่าคนขับประมาทปล่อยให้มีผู้โดยสารในภาวะอันตราย อย่างไรก็ตาม มาตรการคาดเข็มขัดนิรภัยขณะโดยสารรถสาธารณะ ไม่ได้มีการบังคับครอบคลุมถึงรถประจำทางใน กทม. แต่จะบังคับใช้ในรถโดยสารระหว่างจังหวัดเท่านั้น
พล.ต.อ.สุวิระกล่าวว่า ยืนยันว่าการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวไม่ได้เป็นการเปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างกฎหมายเพื่อเรียกค่าปรับจากประชาชน ถ้าหากพบเห็นสามารถถ่ายคลิปแล้วส่งมาร้องเรียนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ อาทิ ช่องทางสายด่วน 1599 ของ ตร. โดยในที่ประชุมวันนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้ออกคำสั่งให้ผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องลงไปตรวจตราการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ โดยต้องไม่ลุแก่อำนาจ บังคับใช้กฎหมายโดยดุลพินิจอย่างเป็นธรรม โดยให้ผู้บังคับบัญชาควบคุมพฤติกรรมของตำรวจในกรณีนี้เป็นพิเศษ และยืนยันว่าการออกกฎหมายนี้ตำรวจไม่ได้หวังรางวัลส่วนแบ่งค่าปรับ เพราะส่วนแบ่งรายได้ค่าปรับมีเพดานขั้นสูงกำหนดอยู่แล้วว่าต้องไม่เกิน 300 วันต่อตำรวจ 1 นายต่อวัน ซึ่งค่าปรับที่เหลือก็เข้ารัฐทั้งหมด ทั้งนี้ มาตรการทุกอย่างต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อหวังลดสถิติการเกิดอุบัติเหตุ แต่คงตอบไม่ได้ว่าจะลดลงได้มากน้อยเพียงใด แต่การทำเช่นนี้เพื่อควบคุมไม่ให้มีการสูญเสียมากขึ้น
พล.ต.อ.สุวิระกล่าวอีกว่า ในเทศกาลสงกรานต์ได้เน้นย้ำไปยังผู้ประกอบการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับเยาวชน ห้ามจำหน่ายสุรานอกเวลาที่กำหนด ห้ามดื่มและจำหน่ายสุราในที่สาธารณะในช่วงเทศกาลโดยเด็ดขาด ทั้งนี้ ก็เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งเรื่องนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. แสดงความเป็นห่วงและกำชับไปยังทุกกองบัญชาการให้สอดส่อง ดูแล ด้วยความเข้มงวด

