ทำมาแล้ว 13 ตู้ จับ ‘ชายบัลแกเรีย’ แอบส่งไวรัสรบกวนตู้ ATM ก่อนดูดเงินเกลี้ยง

28.05.25 | 14:13 น.

รวบหนุ่มใหญ่บัลเเกเรีย หนึ่งในขบวนการลอบติดตั้งอุปกรณ์ส่งไวรัส jackpot รบกวนการทำงานตู้ ATM พบทำมาเเล้วกว่า 13 ตู้

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 28 พฤษภาคม ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.2) เมืองทองธานี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวจับกุมชาวบัลแกเรีย ลอบติดตั้งอุปกรณ์รบกวนการทำงานตู้ ATM 13 ตู้


พ.ต.อ.วีร์กวิน เสริมศรีธนชัย ผกก.3 บก.สอท.1 กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือน มี.ค.68 มีสถาบันการเงินแจ้งข้อมูลต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.1 ว่ามี คนร้ายแต่งตัวเหมือนเจ้าหน้าที่ซ่อมตู้ ATM และใช้กุญแจมาสเตอร์คีย์ไขหน้าตู้เอทีเอ็ม แล้วถอดเปลี่ยนสายรับส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ภายในตู้เอทีเอ็ม แล้วขโมยเอาสายรับส่งข้อมูลชิ้นเดิมไป โดยพบความเสียหายแล้วจำนวน 13 ตู้ ในพื้นที่ กทม. ศรีราชา นนทบุรี และปทุมธานี

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. จึงได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดออกสืบสวนกรณีดังกล่าวโดยเร่งด่วน

ต่อมา ชุดสืบสวนไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ ที่เกิดเหตุและเส้นทางที่คนร้ายหลบหนี จนทราบว่ามีคนร้ายก่อเหตุประมาณ 2-3 ราย ดูจากภาพกล้องวงจรปิดแล้วทราบว่าเป็นชาวต่างชาติทั้งหมด โดยใช้รถยนต์ Honda รุ่น City สีขาว ซึ่งเป็นรถที่เช่ามาแล้วนำมาใช้ในการก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงติดตามไปยังบริษัทของรถเช่าคันดังกล่าว จนได้ข้อมูลของผู้เช่ารถคันดังกล่าวมา จากนั้นจึงเฝ้าติดตามพฤติกรรมของคนร้าย จนพบหลักฐานว่ามีการกระทำในลักษณะดังกล่าวจริง

Advertisement

ในส่วนของสายรับส่งข้อมูลที่คนร้ายนำมาเปลี่ยนกับสายเดิม จากการตรวจสอบพบว่า เป็นสายรับส่งข้อมูล ที่สามารถส่งข้อมูลไวรัสชื่อ “jackpot” ด้วยการใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตจากซิมการ์ด ที่ถูกติดตั้งไว้ในสายรับส่งข้อมูลดังกล่าว เพื่อรบกวนการทำงานของตู้ และระบบไฟฟ้า ทำให้การถอนเงินออกจากตู้ ATM ดังกล่าว เกิดความขัดข้องส่งผลต่อความมั่นคงปลอดภัยทางเศรษฐกิจของประเทศ

ต่อมาพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาได้สำเร็จ ต่อมาวันที่ 27 พ.ค.68 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.สอท.1 พร้อมหมายหมายคันศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ ค.392/2568 ลงวันที่ 26 พ.ค.68 เข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในหมู่บ้านหรู พื้นที่ ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พบ นายอีวาน วัลเซฟ (MR.IVAN VALCHEV) อายุ 50 ปี สัญชาติบัลแกเรีย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ จ.3056/2568 ลง 26 พ.ค.68 จากการตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหา พบสายรับส่งข้อมูลที่ถูกขโมยไป รวมทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่เชื่อว่ามีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดอยู่ภายใน จึงตรวจยึดไว้เพื่อตรวจสอบพยานหลักฐานทางดิจิทัลต่อไป

เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครอง บุคคลหรือทรัพย์ หรือโดยผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดๆ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือเพื่อการหลบหนีหรือการพาทรัพย์นั้นไป, ร่วมกันกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วย วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้, ทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ,

กระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ โดยเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะของทางธนาคารไปโดยทุจริตและเป็นการเข้าถึงโดยมิชอบซึ่ง ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน”

เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การภาคเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่า อุปกรณ์ที่พบภายในบ้านเป็นของตัวเองจริงและตัวเองมีหน้าที่แค่เปิดตู้ ATM เพียงเท่านั้น โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการเร่งติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ร่วมกระทำผิด และอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลไปยังผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป