ผบก.น.5 ยัน ไม่มี คนมีสี เอี่ยว เเก๊งขโมยบุหรี่ไฟฟ้า จ่อเรียกเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรมาสอบ

2.06.25 | 16:58 น.

ผบก.น.5 ยัน ไม่มีตำรวจเกี่ยวพันกับผู้ต้องหาคดีขโมยบุหรี่ไฟฟ้า เชื่อ มีคนในคอยชี้เป้าสั่งการ เตรียมเรียกเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรมาสอบเพิ่ม


เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่สน.ท่าเรือ พล.ต.ต. วิทวัฒน์ ชินคำ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 (ผบก.น.5) เข้าประชุมติดตามความคืบหน้าคดี 6 ผู้ต้องหาบุกปล้นบุหรี่ไฟฟ้าของกลางที่ถูกเก็บไว้โกดังของกรมศุลกากร และขับรถถอยชนรปภ.ขณะหลบหนีจนเสียชีวิต

หลังการประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง พล.ต.ต.วิทวัฒน์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีการขอออกหมายจับที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับทั้ง 6 รายเป็นที่เรียบร้อย โดยความคืบหน้าสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้แล้ว 4 ราย กำลังสอบปากคำอยู่ที่สน. ท่าเรือ 2 ราย คือ นายนรินทร์ กาเผือก อายุ 46 ปี หรือ เบิร์ด , นาย เอกชัย สมใจ อายุ 42 ปี หรือ เอก ส่วนอีก 2 ราย ประสานเข้ามอบตัวที่สภ.ปากช่อง คือ นายภียกร ธิติปุญญวัชร์ อายุ 27ปี หรือ คิง,นายธนทร ก้อนนาค อายุ41 ปี หรือ จี ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำตัวกลับมาที่สน.ท่าเรือ ส่วนอีก 2 ราย คือ  นาย สิทธิศักดิ์ สุขบุญ อายุ 38 ปี หรือ แบ็งค์ , นายสุวัฒน์ พ่วงยาม อายุ42ปี หรือ เล็ก ที่ยังจับกุมไม่ได้นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเร่งติดตามนำตัวเข้ามาดำเนินคดี โดยเชื่อว่าตัวของผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ยังอยู่ละแวกใกล้เคียงกับกรุงเทพมหานคร

โดยในผู้ต้องหาทั้ง 6 คน มีตัวการหลักคือนายแบงค์ ที่เป็นคนชักชวนให้ผู้อื่นมาร่วมกันก่อเหตุครั้งนี้ จากคำให้การของผู้ต้องหารที่สอบปากคำไปบ้างแล้ว ไม่มีใครเป็นผู้ดูต้นทาง โดยหลังก่อเหตุเสร็จนายแบงค์ เป็นคนขับรถ และนายเล็กนั่งมาข้างๆ ที่เหลืออีก 4 คน วิ่งไปเปิดประตูเพราะว่ารปภ. จะปิดประตูไม่ให้ออก จากนั้นทั้ง 4 คนจึงได้วิ่งกระจัดกระจายกัน และนายแบงค์เป็นคนขับรถถอยไปชนผู้เสียชีวิต โดยหลังจากก่อเหตุชนรปภ.เสียชีวิตแล้ว ก็มีนายจี มาขึ้นรถในภายหลังและนำของกลาง ไปฝากไว้ที่บ้านนายเจ

Advertisement

โดยผู้ต้องหา 2 รายที่อยู่สน.ท่าเรือนั้น ให้การเป็นประโยชน์สอดคล้องกับการสืบสวนก่อนหน้านี้ โดยนายเอกกับนายเบิร์ด อ้างว่าไม่ได้รู้รายละเอียดทั้งหมดเพราะนายแบงค์เป็นคนจัดการทั้งหมด ส่วนจะได้ส่วนแบ่งอย่างไรนั้น จะต้องทำการสอบสวนเพิ่มเติมก่อน

โดยผู้ต้องหาทั้งหมด ถูกดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ในเคหสถาน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือให้พ้นการจับกุม,ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน โดยใช้กำลังประทุษร้าย และกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป,ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์
,ซ่องโจร ส่วนนายแบงค์ถูก ดำเนินคดีเพิ่มเติมในข้อหา ฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดของตนหรือหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ตนกระทำไว้

ส่วนกรณีคนชี้เป้าหรือคนให้ข้อมูลตอนนี้อยู่ระหว่างการสืบสวน ซึ่งเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีคนสั่งมาอีกที จะยังไม่ตัดประเด็นนี้ ซึ่งผู้ต้องหาทั้ง 6 รายนั้นรู้จักกันมาเนื่องจากเป็นคนในพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งจากการสอบปากคำนายเบิร์ด กับนายเอก พบว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นายแบงค์ชักชวนมาร่วมก่อเหตุ แต่ว่ายังไม่ได้ปักใจเชื่อ อย่างที่สงสัยเช่นเดียวกันว่าตู้มันไม่ได้มีตำหนิอะไร ทำไมผู้ต้องหาถึงได้รู้ว่าตู้ไหนเป็นของมีราคาและทำไมรู้ว่าประตูเปิดหรือปิดเวลาไหน อย่างไรก็ตามจะต้องเชิญเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรเข้ามาสอบปากคำด้วย ส่วนกรณีที่มีข้อมูลว่านายเบิร์ดเป็นลูกน้องกับนายตำรวจที่สน. ท่าเรือนั้น ยอมรับว่าเคยใช้ทำงานบ้างบางครั้ง อาทิทำความสะอาดโรงพัก และใช้ซื้อของ แต่ไม่ได้มีหน้าที่หรือภารกิจอื่นๆ จึงยืนยันได้ว่าตำรวจสน.ท่าเรือไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุครั้งนี้ และหากการขยายผลไปถึงใครยืนยันว่าไม่มีการละเว้นใดๆทั้งสิ้น

โดยจากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาทั้ง 6 คนพบว่า นายแบงค์ มีคดีปล้นทรัพย์ที่สน.ท่าข้ามเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2567,นายเอก ถูกดำเนินคดียาเสพติด ท้องที่สน.ท่าเรือ ปี 255,นายคิง คดีอาวุธปืน พื้นที่สน.บางรัก ปี 2563 และคดียาเสพติดพื้นที่สน.บางชัน ปี 2565 ส่วนผู้ต้องหาที่เหลือยังไม่พบประวัติอาชญากรรม

จากที่ประชาชนเคยให้ข้อมูลว่าแก๊งนี้เคยก่อเหตุ ลักษณะนี้ในกรมศุลกากรบ่อยครั้ง พล.ต.ต. วิทวัฒน์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีผู้ใดมาแจ้งความแต่ยินดีรับข้อมูลข่าวสารจากผู้แจ้งเบาะแสทุกราย

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะทำให้ดีและรวดเร็วที่สุด ซึ่งขนาดนี้พยายามติดต่อญาติของผู้ต้องหาอีกสองรายที่ยังหลบหนีอยู่ ให้เข้ามอบตัว เและขอยืนยันว่าไม่มีการช่วยเหลือใดๆในทางคดีอย่างแน่นอน.