พี่สะใภ้สุดแสบ กุสารพัดเรื่องหลอกเงินญาติสามี 8 ล้าน พอถูกจับโป๊ะได้ ยังจ้างวานคนมาอุ้มตัวเพื่อปิดปาก

6.06.25 | 21:17 น.

พี่สะใภ้สุดแสบ กุสารพัดเรื่องหลอกเงินญาติสามี 8 ล้าน พอถูกจับโป๊ะได้ ยังจ้างวานคนมาอุ้มตัวเพื่อปิดปาก


วันที่ 6 มิ.ย.68 ที่เพจ สายไหมต้องรอด นายอนุวัฒน์ อายุ 30 ปี หรือ น้ำ ได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือกับนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อต้องเพจสายไหมต้องรอด

นายเอกภพ เปิดเผยว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ครอบครัวของนายอนุวัฒน์ มีพี่น้องทั้งหมด 2 คน คือ นายหนู พี่ชายคนโต นายนัท พี่ชายคนกลาง นายอนุวัฒน์ คนเล็ก และมีนางซอนย่า เป็นลูกพี่ลูกน้องกับ คนในครอบครัวนี้ ทั้งสองครอบครัวสนิทกันมาก โดยซอนย่าอาศัยอยู่ที่เยอรมนีมา 20 ปีแล้ว

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากพี่ชายคนกลาง หรือนัท ได้มีการคบหาดูใจกับผู้หญิงที่ชื่อ กุ๊ก มาเป็นระยะเวลา 4 ปี จนกระทั่งเมื่อเดือนพฤษภาคมเมื่อปีที่แล้ว กุ๊กรู้ว่านัทมีลูกพี่ลูกน้องชื่อ ซอนญ่า อยู่ต่างประเทศ และค่อนข้างมีฐานะ กุ๊กจึงเริ่มติดต่อไปหา ซอนย่า และขอเงิน ซึ่ง ซอนย่า มองว่าถ้าขอเงินไปอย่างเดียวนั้นไม่ให้ กุ๊กจึงออกอุบายว่าจะมาลงทุนประกอบธุรกิจขายตะกร้าสานซื้อ 40 บาท มาลงทุน 60 บาท ตัวซอนย่า มองว่าเป็นเรื่องการลงทุนเป็นการสร้างอาชีพตกลงมีการโอนเงินมาให้ประมาณหลักแสนเอาไปลงทุน

Advertisement

หลังจากนั้นกุ๊กก็อ้างว่ารอบแรกธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดี และอ้างว่าตอนนี้มีพาร์ทเนอร์ที่ต้องการรับซื้อสินค้าอีกรอบนึงเป็นล็อตใหญ่ แต่พี่สาวมองว่าถ้าหากพาร์ตเนอร์เจ้าดังกล่าวต้องการซื้อของก็ต้องวางมัดจำก่อน 250,000 บาท ซึ่งตอนแรกทางพาร์ทเนอร์ก็ตกลง จนกระทั่งถึงวันที่เซ็นสัญญาทางพาร์ทเนอร์กลับบอกว่าให้พี่สาวนั้นหาสินค้ามาให้ก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ พี่สาวเลยตัดสินใจยกเลิกสัญญา เพราะถ้าหากซื้อของมาแล้วเขาไม่ลงทุนหรือไม่จ่ายเงินก็จะเกิดความเสียหายใหญ่

หลังจากที่ซอนย่ายกเลิกสัญญาไปแล้ว ทางกุ๊กออกอุบายว่า ทางฝั่งพาร์ทเนอร์ มีลูกชายเป็นตำรวจอยู่สภ. หนองปรือ จ.ชลบุรี ได้ไปแจ้งความว่าถูกยกเลิกสัญญา ด้วยความที่พี่สาวไม่รู้กฎหมายไทย ทางกุ๊กเลยบอกว่าจะต้องมีทนายความมาคอยดูแลเรื่องคดีความ ได้ส่งไลน์ที่เป็นทนายความไปให้กับสัญญาพูดคุย พอได้พูดคุยทางทนายความบอกกับซอนย่าว่า ทางฝั่งพาร์ทเนอร์สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ทำให้ ซอนย่า หลงเชื่อ และโอนเงินไปค่าคดีหลักแสน

หลังจากจ่ายเงินเคลียร์คดีในรอบแรกจบแล้ว กุ๊กก็ไปอ้างกับ ซอนย่า อีกครั้งว่า มีคนไปแจ้งความบอกว่าซอนย่าจ่ายเงินให้ตำรวจเรื่องไปถึงผู้กำกับ ก็จะต้องจ่ายเงินเคลียร์คดีอีก 2 ล้านบาท แต่กุ๊กอ้างว่าเรื่องนี้หาร 3 คือ ทนายความ กุ๊ก ซอนย่า คนละ 500,000 บาท พอหลังจากที่จบเรื่องนี้ไปกุ๊กก็มา บอกว่าทนายความนั้นเครียดมากได้รมควันฆ่าตัวเองตายไปแล้ว ทำให้ลูกชายทนายความจะเอาเรื่องอีกครั้ง ซอนย่าเลยต้องโอนเงินไปอีก 500,000 บาท

โดยสรุปได้ว่าซอนย่านั้น ถูกออกอุบายหลอกลวงมาหลายครั้ง จนทำให้เสียเงินไปถึง 8,000,000 บาท กุ๊กยังมีการอ้างถึงหน่วยงานราชการระดับบนจนทำให้เกิดความเสียหาย ส่วนที่ทำไมซอนย่าถึงไม่ไปปรึกษานัทที่เป็นแฟนของกุ๊ก เพราะกุ๊กเคยบอกกับซอนย่าว่า ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกกับสามี และคนที่บ้าน เพราะถ้าเกิดไปบอกที่บ้านแล้วแม่รู้จะทำให้แม่เครียด และอาจจะช็อคจนเสียชีวิต ซอนย่าจึงต้องพยายามแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

ส่วนตอนนี้คนในครอบครัวกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะทางฝั่งกุ๊กมีการนำพวกมาทำร้ายนายอนุวัฒน์ เพราะต้องการให้นายอนุวัฒน์ พาไปหานายนัทที่อยู่ในบ้าน ต้องการนำตัวนายนัท ออกไป เพราะตอนนี้นายนัท ถือว่าเป็นพยานสำคัญในคดีของซอนย่าที่เกิดการฉ้อโกงกัน เนื่องจากทุกครั้งที่สัญญาโอนเงินมาให้กุ๊กจะโอนผ่านนายนัท อ้างว่าเป็นเงินทำธุรกิจเสมอ

นายอนุวัตน์ เล่าว่า กุ๊กซึ่งเป็นพี่สะใภ้ทำธุรกิจกับพี่สาว คือ ซอนย่า หลังจากที่ผ่านมาได้สักพักก็รู้ว่า ธุรกิจนั้นไม่มีอยู่จริง พี่สาวกับพี่ชาย จึงมาคุยกับกันว่าจะเอายังไงต่อ จึงจำเป็นที่จะต้องให้นายนัทมาเป็นพยานให้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีใครรู้ ว่ากุ๊กนั้นแอบอ้าง และก่อเรื่องทั้งหมดขึ้นมา เชื่อว่าธุรกิจที่มีการอ้างนั้นไม่มีอยู่จริง

พร้อมบอกว่าหลังที่รู้เรื่องกันทั้งครอบครัว นายนัท ก็ได้เลิกกับกุ๊กทันที ปัญหาเริ่มเกิดจากตรงนี้ เพราะทุกครั้งที่ตนเริ่มออกไปทำงาน ก็จะเห็นว่ามีคนมาดักรอคอยมอง เป็นแบบนี้อยู่ประมาณ 3-4 รอบ จนกระทั่งวันที่ 14 พฤษภาคม 67 ตนได้ขับรถกลับมาถึงบ้าน และกำลังลงจากรถที่จอดอยู่ข้างบ้านก็ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์เดินมาประมาณ 10 คน ดึงตนลงจากรถจากนั้น ก็รุมทำร้ายทั้งเตะทั้งต่อย มีคนหนึ่งถือเหล็กเส้นมาแทงตน โชคดีที่หลบทัน ก่อนจะเห็นกุ๊กที่เป็นพี่สะใภ้ก็เดินลงมา พร้อมสั่งกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นว่า “เอามันให้ตาย“ “จะแจ้งความก็แจ้งเลย”

และบอกชาวบ้านที่ลงมาช่วยในลักษณะข่มขู่ ”อยากเป็นพยานกันมากใช่ไหม“ และพอนายอนุวัฒน์ เริ่มได้สติสังเกตเห็นว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่เข้ามาทำร้ายก็เป็นญาติพี่น้องของกุ๊กที่เป็นพี่สะใภ้ทั้งหมด ยังมีแฟนของกุ๊ก ที่อยู่กินกันที่พัทยา มาทำร้ายอีกด้วย นายอนุวัฒน์ ให้ข้อมูลว่ากุ๊กนั้นมีโลกหลายใบมีแฟน 2-3 คนที่คบอยู่

แล้ววันที่มาดักรอทำร้ายเหมือนมีเตรียมการไว้แล้ว เพราะรู้เวลาเลิกงานของตนก็จอดดักหน้าหมู่บ้าน และเขารู้มุมกล้องหมดเลยมีการหลบมุมกล้องแต่โชคดีที่ข้างบ้านมีกล้องวงจรปิดส่องเห็น จึงสามารถเก็บหลักฐานไว้ได้ทั้งหมด

เคยมีการแจ้งความไปที่สภ.ธัญบุรี ประมาณ 3-4 รอบ แต่ตำรวจบอกว่าอีกฝั่งกล่าวหาว่าตนนั้นติดหนี้ ทั้งที่ตนก็มีใบแจ้งความที่ถูกคุกคามมาโดยตลอด แต่ตำรวจก็ไม่ทำอะไร ซึ่งตนก็พยายามยืนยันว่า ตนไม่เคยติดหนี้ใคร แต่ตำรวจก็ไม่เชื่อ เคยไปขอใบตรวจร่างกาย ที่ตนเองได้รับบาดเจ็บ ก็รอนานยังไม่ได้สักทีพี่สาวติดต่อไปหาคนรู้จักภายในโรงพยาบาล ก็บอกว่าได้ใบตรวจร่างกายมาแล้ว แต่ตำรวจไม่ดำเนินการ

จนถึงตอนนี้ทางครอบครัวกังวลใจเรื่องความปลอดภัย เพราะเขามีพรรคพวกเยอะ ทำตัวเหมือนเป็นผู้มีอิทธิพล ตอนนี้พี่ชายก็ไม่กล้าออกจากบ้าน ส่วนตนก็กลัวว่าจะถูกทำร้าย ตอนนี้ทางกุ๊กพี่สะใภ้ได้มีการมาเช่าบ้านอยู่ฝั่งตรงข้าม และติดกล้องวงจรปิดไว้รอบบ้านเหมือนคอยส่องว่าพี่ชายของตนจะออกจากบ้านเมื่อไหร่จึงอยากจะให้ตำรวจเร่งดำเนินการเรื่องนี้