ทนายอั๋น จี้ DSI ลงพื้นที่ตรวจสอบรันเวย์ VIP ใกล้สนามกอล์ฟดัง บินไปมาต่อวัน 20 เที่ยว ชี้มีการปิดถนนจนชาวบ้านเดือดร้อน สัญจรไม่ได้ โร่แจ้งความ พร้อมปักป้ายไล่
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ พร้อมด้วยคณะทีมงานกฎหมายเดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการขออนุญาตสร้างสนามบินส่วนตัวของตระกูลนักการเมืองใหญ่เข้าข่ายเป็นการรุกล้ำที่ดินสาธารณประโยชน์ ประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน และ/หรือบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก.หรือไม่ โดยขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังนี้
1.การสร้างสนามบินดังกล่าวเป็นการรุกล้ำที่ดินสาธารณะหรือไม่
2.การขออนุญาตใช้ถนนสาธารณะที่มีประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเป็นปกติ ทำเป็นรันเวย์ชั่วคราวนั้น สามารถกระทำได้หรือไม่ กรณีเป็นการแทรกแซงจากนักการเมืองใหญ่ในรัฐบาลหรือไม่

จึงขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณารับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้แทนรับเรื่อง
นายภัทรพงศ์เปิดเผยว่า เป็นกรณีที่ปรากฏตามหน้าสื่อก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีเอกชนไปใช้ถนนของชาวบ้าน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มาทำเป็นรันเวย์ส่วนตัว มีการมอบอำนาจโดยนักการเมืองใหญ่ มอบอำนาจให้ พล.อ.ต.รายหนึ่ง จึงต้องการให้ตรวจสอบว่ามีหนังสือมอบอำนาจจริงหรือไม่ และบุคคลนี้มีการมอบอำนาจไปเพื่อขอ อบต.ให้อำนวยความสะดวกกรณีเครื่องบินส่วนตัวจะมาใช้สถานที่รีสอร์ต แหล่งท่องเที่ยวสนามกอล์ฟของนักการเมืองดัง ให้อำนวยความสะดวก กั้นรถ กั้นคน กั้นเด็กที่จะมาวิ่งเล่นในถนนดังกล่าว
นายภัทรพงศ์กล่าวว่า ขอเรียนว่าถนนเป็นของ อบต. เขาจะมีการปิดถนนเวลาจะใช้เป็นรันเวย์ ถนนมีความยาว 1.5 กิโลเมตร ก็คือปิดถนนทั้ง 1.5 กิโลเมตรดังกล่าวเพื่อใช้เป็นรันเวย์ จึงมีข้อเคลือบแคลงสงสัยว่าทำได้หรือไม่ เพราะเท่าที่ทราบไม่มีการทำประชามติ ไม่มีการแจ้งเตือนบอกชาวบ้าน ทั้งที่ชาวบ้านใช้เส้นทางนี้สัญจรปกติ อย่างไรก็ดี ทราบว่ามีการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีการขออนุญาตใช้ ไม่มีการทำประชาคมหรือประชามติของหมู่บ้าน ไม่มีการลงทะเบียนเข้าออกของอากาศยาน ซึ่งมองว่ามันเป็นความผิดต่อ พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ.2497 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 เป็นต้น จึงถามว่าเอาอำนาจอะไรมาทำอย่างนั้น
“อยากให้ดีเอสไอตรวจสอบข้อเท็จจริง ผิดว่าตามผิด ดูว่าจะเข้าข้อกฎหมายอย่างไร และดีเอสไอจะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษอย่างไร หากดีเอสไอมีการลงพื้นที่ ผมก็พร้อมลงพื้นที่ร่วมกับดีเอสไอ การเริ่มต้นใช้ถนนเป็นรันเวย์นั้นทราบว่ามีหนังสือไปขออนุญาตเมื่อวันที่ 9 เม.ย.68 แต่อาจมีการใช้ก่อนหน้านั้น อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นใหญ่เช่นนี้ ชาวบ้านเดือดร้อน ลงบันทึกประจำวัน มูลสาเหตุ ขอให้ดีเอสไอได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ” นายภัทรพงศ์ระบุ

ทนายอั๋นเผยต่อว่า ถนนเส้นดังกล่าวเป็นของ อบต.มีการสร้างมานานแล้ว มีประชาชนใช้สัญจรตลอด มีเด็กวิ่ง มีมอเตอร์ไซค์ใช้สัญจรไปมา แต่มันมีคนมาฮุบเป็นรันเวย์ชั่วคราว อยากให้ดีเอสไอตรวจสอบ เพราะตนยังไม่ได้ลงพื้นที่จริง แต่เท่าที่ดูน่าจะเป็นการทำเส้นตีคู่กับเส้นเดิม โดยเนื้อหาที่ปรากฏในหนังสือขออนุญาตเขามีการขอใช้เครื่องบินลงรันเวย์ต่อวัน จำนวน 20 เที่ยว
“ลองนึกสภาพดู ถ้าวันหนึ่งลง 20 เที่ยว ที่ไม่มีเวลากำหนดตายตัว หมายถึงว่าหากจะลงตอนไหนก็ต้องปิดถนนก่อนล่วงหน้า เชื่อว่าถนนเส้นที่ประชาชนเคยใช้น่าจะเป็นอัมพาตไปเลย ทั้งนี้ ทราบว่าเป็นเครื่องบินพาณิชย์รับส่งไปมาจากกรุงเทพฯ จากทั่วสารทิศไปลงเข้าออก ไม่มีการระบุสายการบิน ไม่มีการขออนุญาต” ทนายอั๋นกล่าว
ทนายอั๋นกล่าวต่อว่า ชาวบ้านมีการร้องเรียนถึงขั้นเอาป้ายไปติดไล่ มีการแจ้งความดำเนินคดี เพราะเขาใช้ถนนปกติ แต่จู่ๆ ไม่ได้ใช้ ถนนเส้นนี้เป็นอัมพาต แล้ววันดีคืนดีเท่าที่ดูจากสภาพที่ไม่มีรั้วใดๆ การป้องกันความปลอดภัย สมมุติชาวบ้านไปใช้ถนน แล้วประจวบเหมาะกับคนที่อยู่ กทม.อยากมาตีกอล์ฟ หรือปาร์ตี้ แล้วดันมาใช้เป็นรันเวย์ขณะที่ไม่มีใครคาดคิดจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งนี้ ทราบว่าไม่มีถนนเส้นทางอื่นให้ชาวบ้านใช้ ตามที่ปรากฏตามหน้าสื่อ

ด้าน นายเอ (นามสมมุติ) นักกอล์ฟชายรายหนึ่ง ระบุว่า ขอเสริมทนายอั๋นที่ระบุเรื่องเครื่องบิน 20 เที่ยวต่อวัน ย้ำว่าไม่ใช่ทุกวัน แต่ถ้ามีการแข่งกอล์ฟ นักกอล์ฟมักจะมีเครื่องบินส่วนตัว ลำหนึ่งประมาณ 5-6 คน ซึ่งตนเล่นกอล์ฟสนามนี้รู้ว่าถนนเส้นทางนี้จะเข้าใกล้สนามกอล์ฟที่สุด
พ.ต.ต.วรณันกล่าวว่า หลังจากรับเรื่องร้องเรียน เบื้องต้นเตรียมเสนอเรื่องไปยังกองบริหารคดีพิเศษเพื่อประชุมพิจารณาความเห็น ก่อนเสนอไปยังอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่ออธิบดีจะได้มอบหมายสั่งการมายังกองคดีที่จะรับผิดชอบดำเนินการต่อไป คาดว่าน่าจะเป็นกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

