ดร.นิด ผู้ต้องหาคดีขโมยข้อสอบจุฬา จี้ผู้การ สอท.1 ให้สั่งยุติการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายและเอาผิดเจ้าหน้าที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมส่งสำนวนคดีให้ สน.ปทุมวัน
จากกรณีเมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นางขนิษฐา (สงวนนามสกุล) ที่บ้าน ย่านบางบอน กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ผู้ต้องหาได้กระทำผิด ด้วยการนำข้อสอบของคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกไปเพื่อให้พวกทำข้อสอบ เสร็จแล้วนำมาให้ “นายพลตำรวจใหญ่” คนหนึ่งคัดลอก โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2566
เมื่อวันที่ 17 กค.68 นายไตรรงค์ ตันทสุข ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นางขนิษฐา ผู้ต้องหา ได้ยื่นหนังสือถึง พล.ต.ต.ศริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชาต้นสังกัด และพนักงานสอบสวนผู้เกี่ยวข้องทุกนาย ขอให้สั่งยุติการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย และเอาผิด ว่าที่ ร.ต.หญิง ชญณิพัฒน์ วาดอุดม หรือ นางสาวคัท เจ้าหน้าที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมส่งสำนวนคดีให้ สน.ปทุมวัน
โดยระบุว่าตั้งแต่มีการกล่าวหา นางขนิษฐา ขโมยข้อสอบจากจุฬาลงกรณ์ จนถึงวันนี้ดร.นิด ก็ยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ได้กระทำความผิดดังที่ถูกกล่าวหา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา188 แต่อย่างใด และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางการสอบสวนคดี นับตั้งแต่ที่มีการสอบสวนคดีมาจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใด ที่ยืนยันว่ามีการ กระทำความผิดนั้นเกิดขึ้น
อีกทั้ง พ.ต.ท.สมภพ บัวเทศ ผู้กล่าวหา ก็ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ที่จะสามารถยืนยันข้อเท็จจริง หรือมีพยานหลักฐานใดที่นำมาแสดงให้น่าเชื่อได้ว่า มีการกระทำความผิดตามที่กล่าวหาไว้ และพยานปากสำคัญว่าที่ร.ต.หญิง ชญณิพัฒน์ วาดอุดม หรือนางสาวคัท ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้เสียหายโดยตรงและเป็นผู้มีหน้าที่ควบคุมดูแลเอกสารข้อสอบ ก็ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงหรือมีพยานหลักฐานใดมาแสดงต่อพนักงานสอบสวนว่า นางขนิษฐา เลิศบรรเจิดวงศ์ เป็นผู้นำเอาเอกสารข้อสอบไปจากการครอบครองของว่าที่ร.ต.หญิงชิพัฒน์ วาดอุดม หรือนางสาวคัท และหรือคณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แต่ทว่าการดำเนินคดีนี้ผู้กล่าวหา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลับสรุปข้อเท็จจริงไปตามความคิดเห็นของตนเอง โดยปราศจากพยานหลักฐานทั้งสิ้น และพนักงานสอบสวนก็ทำการสอบสวนไป โดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ จึงเป็นผลให้การสอบสวนเกิดข้อบกพร่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นธรรมแก่นางขนิษฐา เลิศบรรเจิดวงศ์
ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่าคดีได้มีพยานหลักฐานใด ที่สามารถยืนยันได้ตามองค์ประกอบของความผิดของกฎหมาย ว่านางขนิษฐาได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา188 ดังที่ถูกกล่าวหา คดีนี้ ย่อมไม่มีมูลความผิดและในการสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีนี้ ยังได้มีเหตุที่กระทำไปโดยไม่ชอบ ไม่มีอำนาจ กรณีที่พ.ต.ต.วัชรพงศ์ สีขนพนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ได้ร่วมกันกับ พ.ต.อ.รชต โชคลีวาณิชคุณ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในการสอบสวน ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่า พ.ต.อ.รชตโชค ไม่มีอำนาจหน้าที่ ในการสอบสวนคดีนี้ แต่ก็ยังฝ่าฝืนร่วมกันกระทำการสอบสวนนางขนิษฐา
และพ.ต.อ.รชดโชค ยังข่มขึนใจบังคับขู่เข็ญว่า จะทำให้นางขนิษฐา สิ้นอิสระภาพ ด้วยการถอนประกันและกักขังหน่วงเหนี่ยวพาไปเสียซึ่งการบังคับให้ถอนคำร้องทุกข์ณสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ซึ่งการกระทำอันฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว นางขนิษฐา ได้แจ้งความดำเนินคดีและฟ้องคดี พ.ต.อ.รชตโชค ไว้ต่อศาลอาญาแล้วจึงขอให้ ผู้การ สอท.1 และพนักงานสอบสวน ได้ยุติการสอบสวน และมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี นางขนิษฐา และส่งสำนวนคดีไปยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน อันเป็นท้องที่เกิดเหตุคดีนี้โดยเร็ว
พร้อมกับดำเนินคดีตามกฎหมายกับ ว่าที่ร.ต.หญิงชญณิพัฒน์ หรือ นางสาวคัทตลอดจน แจ้งรายงานแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยภายในกำหนด 7 วัน ซึ่งหากทางต้นสังกัดยังเพิกเฉยหรือเจตนาไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติกฎหมาย ก็จะต้องดำเนินคดี ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง จนกว่าดดีจะถึงที่สุดตามกฎหมาย

