ศาลยกคำร้อง ธงชัย วินิจจะกูล ขอปลดกุญแจเท้า โซ่ตรวน ‘อานนท์’ ชี้ทำตามกม. ไม่มีลักษณะเกินเลย

21.07.25 | 16:11 น.

ศาลยกคำร้องของ ธงชัย วินิจจะกูล ขอปลดกุญแจเท้า-โซ่ตรวน อานนท์ นำภา ยุติการปฏิบัติโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ชี้ทำตามกฎหมาย ไม่มีลักษณะเกินเลย ด้านอานนท์ให้ทนายยื่นอุทธรณ์

จากกรณี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล พร้อมตัวแทนมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ยื่นคำร้องต่อศาลอาญารัชดา ขอให้สำนักงานศาลยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ทบทวนการใช้เครื่องพันธนาการกับผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ให้สอดคล้องกับข้อห้ามตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 21 กรณี นายอานนท์ นำภา เบื้องต้น ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัยแนบ 5 เหตุผล ประกอบคำร้อง โดยยื่นไปเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่ศาลอาญามีคำสั่งกำหนดนัดไต่สวนเวลา 09.00 น. วันที่ 21 กรกฎาคมคมนั้น

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า หลังจากศาลอาญาได้ไต่สวนพยาน 4 ปาก ประกอบด้วย อานนท์ นำภา (ผู้เสียหาย) และพยานผู้เชี่ยวชาญ 3 ปาก ในคดีหมายเลข ปท. 2/2568 กรณี ศ.กิตติคุณ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนโดยพลันและยุติการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต่อ อานนท์ นำภา จากการพบเห็นว่าอานนท์ถูกใส่กุญแจเท้า ขณะเดินทางมายังศาล ล่าสุด ศาลได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยคำสั่งมีใจความว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นจากการไต่สวนรับฟังได้ว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ใช้เครื่องพันธนาการ กุญแจ และโซ่ตรวนกับนายอานนท์ นำภา ผู้เสียหาย ในระหว่างการเบิกตัวจากเรือนจำมายังศาลอาญาเพื่อพิจารณาคดีจริง

ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า การกระทำของเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ดังกล่าวมีมูลเพียงพอจะเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำตามมาตรา 6 พ.ร.บ.ทรมานหรือไม่ เห็นว่ามีการใช้เครื่องพันธนาการ จึงเป็นการจำกัดเสรีภาพและอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้เสียหายและบุคคลอื่นอยู่บ้าง แต่จะต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการล่วงละเมิดสิทธิจนเกินขอบเขตแห่งความจำเป็นหรือไม่ เมื่อ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 มาตรา 21 ได้ให้อำนาจหน้าที่ในการใช้เครื่องพันธนาการเมื่อคุมตัวผู้ต้องขังไปนอกเรือนจำ เพื่อความปลอดภัยและเพื่อป้องกันการหลบหนีได้ ดังนั้น การกระทำของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายบัญญัติไว้

ส่วนการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่นั้น เห็นว่าการกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้จะต้องกระทำเกินเลยไปกว่าความจำเป็น ความปกติในการควบคุมตัว และมีลักษณะเป็นการจงใจลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกระทำเป็นสำคัญ แต่จากการไต่สวนในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว

Advertisement

ส่วนประเด็นที่เจ้าหน้าที่อาจมิได้จัดทำบันทึกเหตุผลความจำเป็นในการใช้เครื่องพันธนาการนี้เป็นรายการอย่างชัดเจนตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ มาตรา 21 อนุ 4 เห็นว่า แม้บันทึกเหตุผลจะเป็นหลักการปฏิบัติที่สำคัญ แต่ก็ยังมิอาจนำมาเป็นเหตุผลชี้ขาดว่าเป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรา 6 ได้โดยในทันที เพราะการวินิจฉัยความผิดตามมาตรา 6 ยังคงต้องพิจารณาจากลักษณะของการกระทำและผลการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นสำคัญ

เมื่อข้อเท็จจริงชั้นไต่สวนเบื้องต้นยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เป็นการกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่กฎหมายบัญญัติ คำร้องของผู้ร้องจึงยังไม่มีมูลเพียงพอที่ศาลจะออกหมายเรียกพยานฝ่ายผู้ถูกร้องมาไต่สวนต่อไป จึงมีคำสั่งยกคำร้อง

หลังจากฟังคำสั่งศาล อานนท์ยืนยันว่าจะให้ทนายยื่นอุทธรณ์ต่อไป

ขณะที่เฟซบุ๊กของ อานนท์ นำภา ระบุถึงกรณีนี้ว่า อยากให้ได้อ่านคำเบิกความในการไต่สวนเรื่องกุญแจเท้า เป็นคำเบิกความที่ดีมากทั้ง 4 คน ถึงแม้ศาลจะยกคำร้องก็ตาม