ศาลไต่สวนตัวแทนแพทยสภา คดีชั้น 14 ทนายทักษิณ วอนอย่าใช้อคติ ทำศักดิ์ศรีน้อยลง

25.07.25 | 14:19 น.

ศาลไต่สวนตัวแทนแพทยสภา คดีชั้น 14 ทนายทักษิณ วอนอย่าใช้อคติ ทำศักดิ์ศรีน้อยลง

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลนัดไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงการบังคับโทษคดีถึงที่สุด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 6 โดยก่อนหน้านี้ศาลได้นัดไต่สวนนายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ กลุ่มแพทย์ประจำสถานพยาบาลราชทัณฑ์ 5 ปาก และกลุ่มพัศดีเวรประจำวัน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ และแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ

โดยในวันนี้จะเป็นการไต่สวนพยานในส่วนของแพทยสภา 3 ปาก เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยของจำเลยซึ่งเป็นสาเหตุให้ส่งตัวจำเลยจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งถือเป็นในส่วนของพยานผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องการรักษาพยาบาล ทั้งเรื่องการเฝ้าระวังโรคหัวใจ การรักษาเรื่องออโธปิดิกส์

หลังการไต่สวน ศาลมีคำสั่งให้ไต่สวนพยานบุคคลต่อไปในวันที่ 30 ก.ค. เวลา 09.30 น. โดยจะเป็นการไต่สวน ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม

ต่อมา นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ภายหลังไต่สวน ว่า เป็นการไต่สวนตัวแทนของแพทยสภา ซึ่งเดิมตนเห็นว่ามีตัวแทนทั้งหมด 6 ราย แต่ศาลพิจารณาแล้วว่าจะพิจารณาทั้งหมด 3 ราย ซึ่งก่อนที่จะเข้าให้การ ตนตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของแพทยสภา ซึ่งหากทางฝ่ายนั้นนำอคติทางการเมืองเข้ามาปนเปื้อน ตนเชื่อว่าศักดิ์ศรีของแพทยสภาอาจจะลดน้อยลง หรืออาจจะไม่เหลือเลยก็ได้

ซึ่งวันนี้ตนก็พยายามถามพยานทั้ง 3 ปาก ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงมติลงโทษแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ ซึ่งมีหนึ่งในพยานไม่ขอตอบคำถามของตน ซึ่งตนก็เชื่อว่ามีความเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามนั่นก็เป็นกระบวนการของแพทยสภา ซึ่งแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจสามารถใช้สิทธิทางปกครองได้อยู่แล้ว

Advertisement

นายวิญญัติกล่าวอีกว่า ตนคงลงรายละเอียดการไต่สวนในวันนี้ไม่ได้เพราะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาล แต่โดยรวมตนเห็นว่าข้อเท็จจริงที่เป็นที่สงสัยของคนทั้งประเทศและผู้ที่สนใจ คือการให้การของแพทยสภาเอง ก็ยอมรับว่านายทักษิณมีอาการป่วยจริงหลายโรค ทั้งโรคเรื้อรังและโรคที่เกิดขึ้นโดยเฉียบพลัน ซึ่งส่วนที่เป็นโรคเฉียบพลันก็ถูกส่งมายังโรงพยาบาลตำรวจในคืนที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพส่งมาอยู่แล้ว

ตนจึงพยายามถามเกี่ยวกับเรื่องมาตรฐานและการตรวจรักษาของแพทย์ก็ตรงกันว่าอาการเฉียบพลันหรือกำเริบของโรคดังกล่าวมีจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นความจำเป็นที่จะต้องนอนโรงพยาบาล ส่วนการนอนที่ชั้น 14 หรือมีห้องอื่นที่ไม่ใช่ห้องฉุกเฉินนั้นก็มีความชัดเจนเช่นกัน ซึ่งอาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งก็ให้ความเห็นว่าที่โรงพยาบาลอื่นๆ ก็มีห้องที่เป็นห้อง VIP และไม่ได้จัดเป็นห้องฉุกเฉินเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องนี้

ทั้งหมดนี้ตนเห็นว่าการให้ความเห็นของแพทย์ทั้ง 3 ราย ให้ความเห็นเกี่ยวกับโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่ไม่ได้พูดถึงโรคร้ายแรง นอกจากนี้การที่มาให้การและศาลเรียกไต่สวนพยานหลายปาก ตนอยากให้ลองนึกดูว่าถ้าญาติใกล้ชิดป่วยบ้างจะทำอย่างไร จะต้องส่งตัวออกไปรักษาไหม ตนไม่ได้เรียกร้องว่าจะต้องมาเห็นใจนายทักษิณ แต่ตนพูดถึงกรณีทั่วไป ที่ถ้าไม่เจอกับตัวเองก็คงไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่าเหตุผลของฝั่งพยานและจำเลยที่ได้อธิบายไป น้ำหนักพอหรือไม่ นายวิญญัติกล่าวว่า เรื่องนี้มีสภาพบังคับในเรื่องที่ศาลกำหนดวันไต่สวนอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้เป็นวันสุดท้ายของพยานที่ศาลได้ออกหมายเรียกมาให้การต่อศาล ครั้งหน้าจะเป็นครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นพยานฝ่ายจำเลย ตนคิดว่าไม่น่าจะข้ามไปถึงเดือน ส.ค. โดย ศ.ดร.วิษณุ เครืองาม จะเข้ามาเป็นพยานเป็นที่ประจักษ์ข้อเท็จจริงและรู้ถึงการกลับมาประเทศไทย การรับตัว และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏ

อาการป่วยของนายทักษิณเป็นอาการป่วยของบุคคลสำคัญของประเทศ เนื่องจากเคยเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นการป่วยที่ต้องสืบค้นสาเหตุให้ได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ และที่สำคัญแพทยสภาไม่เคยตำหนิมาตรฐานดุลยพินิจทางการแพทย์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร แต่มีความเห็นเชิงตรงข้ามเกี่ยวกับการปฏิบัติของแพทย์แต่ละคนเท่านั้น ซึ่งในการไต่สวนครั้งสุดท้ายตนเชื่อว่าการให้ข้อเท็จจริงของ ศ.ดร.วิษณุ จะเป็นประโยชน์ในความเห็นของการวินิจฉัยต่อไป

เมื่อถามว่านายทักษิณจะเข้าฟังการไต่สวนในครั้งสุดท้ายหรือไม่ นายวิญญัติกล่าวว่า ครั้งหน้านายทักษิณก็ได้รับอนุญาตจากศาลไม่ต้องเข้าฟังการไต่สวนเช่นเดิม จะมีแต่ทีมทนายความและพยานเท่านั้นที่เข้ามาฟังการไต่สวน และหลังจากนั้นคาดว่าศาลจะนัดฟังคำสั่งคำร้องต่อไป

เมื่อถามว่ามีข้อสังเกตอย่างไรว่าหลักฐานบางอย่างทำให้ปิดประตูเรื่องนี้สำหรับนายทักษิณไปแล้ว นายวิญญัติกล่าวว่า ข้อสังเกตเหล่านั้นมีมาโดยตลอดทั้งการข่มขู่ว่าจะโดนอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งเรื่องการชี้นำสังคม ซึ่งตนไม่สบายใจ และตนมองว่าที่สังคมไทยแตกแยกทุกวันนี้เพราะมีบุคคลบางกลุ่มมีพฤติกรรมแบบนี้ ตนไม่อยากไปโต้เถียงเพราะตนรู้ว่าใครทำอะไรบ้าง และมีหน้าที่แค่พิสูจน์กับทำหน้าที่ในศาล ตนถึงไม่ให้ความเห็นของศาลในที่สาธารณะเลย เชื่อว่าความจริงก็คือความจริง ส่วนความเห็นของฝ่ายนั้นจะเป็นอย่างไรจะเป็นการปิดฝาโลงไหมก็เป็นเรื่องของฝ่ายนั้น

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นทนายความมองว่าหลักฐานต่างๆ หนักแน่นพอหรือไม่ นายวิญญัติกล่าวว่า ตนถือว่าเป็นการพิสูจน์ความจริงของหน่วยงายต่างๆ และสถาบันการแพทย์ อาการป่วยของนายทักษิณมานำเสนอต่อศาล ซึ่งตนถือว่าครบถ้วนแล้ว ส่วนประเด็นภาวะวิกฤตหรือฉุกเฉินเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ประเด็นหลักแต่เป็นเรื่องที่อยู่ในศักยภาพของโรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือไม่ ตนเชื่อว่าชัดเจนหมดแล้วและมีความจริงปรากฏอยู่