วิษณุ เบิกความคดีชั้น 14 เสร็จแล้ว ทนายยันไม่มีนัย ศาลเรียก ผบ.คุกพิเศษกทม. ฟังคำสั่ง 9 ก.ย.ด้วย

30.07.25 | 12:57 น.

ศาลไต่สวนคดีชั้น 14 นัดสุดท้าย นัดชี้ชะตาทักษิณ 9 ก.ย.นี้ ทนายวิญญัติเผย ‘วิษณุ’ ขึ้นเบิกความเพื่อให้ความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการส่งตัว ยันวันนัดฟังคำสั่งศาลออกหมายเรียก ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯมาคนเดียว ไม่มีนัยสำคัญ

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลนัดไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงการบังคับโทษคดีถึงที่สุด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 7 โดยก่อนหน้านี้ศาลได้นัดไต่สวนนายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กลุ่มแพทย์ประจำสถานพยาบาลราชทัณฑ์ 5 ปาก และกลุ่มพัศดีเวรประจำวัน เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ผู้บริหารกรมราชทัณฑ์ แพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ และตัวแทนจากแพทยสภา

โดยวันนี้เป็นการไต่สวนพยาน จำเลย 1 ปากคือ นายวิษณุ เครืองาม ขึ้นเบิกความในเวลา 09.30 น.

การพิจารณาวันนี้ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยปากนายวิษณุ โดยศาลอนุญาตให้โจทก์ (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ชักถามพยานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร คดีเสร็จการไต่สวน

ทั้งนี้ นายวิษณุได้ส่งเอกสารประกอบการเบิกความล่วงหน้าต่อศาล 1 ฉบับ ทำให้วันนี้เป็นการที่ศาลซักถามเพิ่มเติมตามแต่ละข้อสงสัย

Advertisement

นายวิษณุเบิกความในฐานะพยานสรุป ก่อนที่นายทักษิณ อดีตนายกฯ เดินทางกลับประเทศไทยก่อนวันที่ 22 ส.ค.2566 ว่าได้รับข้อมูลการเดินทางกลับของนายทักษิณจากสื่อมวลชน ซึ่งทำให้มีการเตรียมพร้อมเก้อ หลายครั้ง จนกระทั่งได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงและสถานทูต จากนั้นจึงได้มีการประชุมกับเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเพื่อเตรียมพร้อมในการรับตัวนักโทษ มีการเตรียมพร้อม เพราะจำเลยเป็นอดีตนายกฯ ถือเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองของประเทศไทย น่าจะมีศัตรูและน่าจะมีการเจ็บป่วยเนื่องจากสูงอายุ

ทั้งนี้ นายวิษณุได้เดินทางไปพิจารณาสถานที่กักขังของนักโทษหลายรายเพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่ไม่ได้มีการเตรียมการสำหรับการย้ายตัวไปรักษาพยาบาลนอกทัณฑสถาน ทั้งนี้ มีการหารือว่าหากมีการเจ็บป่วยจะต้องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลใด เบื้องต้นตั้งหลักให้เป็นโรงพยาบาลของรัฐบาล แต่หากมีอาการป่วยจำเพาะที่ต้องการหมอเฉพาะทางให้พิจารณาตามโรงพยาบาลที่มีข้อตกลงร่วมกัน

นายวิษณุได้พบนายทักษิณที่สถานพยาบาลเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งได้เข้าไปพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ได้พูดคุยกับทักษิณเป็นระยะเวลา 20 นาที ณ ขณะนั้นยืนยันว่าไม่ได้มีการพูดถึงการพักโทษหรือการย้ายตัวคุมขัง แต่จำเลยสอบถามตนเองเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งต่อมานายทักษิณได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เรื่องไม่ผ่านมาที่ตนในฐานะรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

นอกจากนี้ ยังได้พูดถึงปัญหาสุขภาพของทักษิณและการออกกำลังกายในครั้งที่อยู่ต่างประเทศ โดยตนเองได้ให้คำแนะนำว่าหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการต่างๆ ตามกฎหมาย อยากให้นายทักษิณได้บวชเข้าสู่ทางธรรม ซึ่งนายทักษิณแจ้งว่ามีปัญหาส่วนตัวเล็กน้อย จึงไม่สะดวก

ในช่วงกลางดึกของวันที่ 22 ส.ค.ที่มีการย้ายตัวนายทักษิณเข้ารักษาตัวด่วนที่โรงพยาบาลตำรวจ ตนทราบข้อมูลภายหลังจากการส่งตัวแล้วจากปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งตนได้สอบถามว่าย้ายตัวไปโรงพยาบาลใด ปลัดจึงระบุว่าเป็นโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งก่อนหน้านายทักษิณระบุว่าต้องการไปโรงพยาบาลย่านพระราม 9 ซึ่งตามระเบียบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

ต่อมาภายหลังการไต่สวนพยานปากสุดท้ายเสร็จสิ้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งให้นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และนายทักษิณ จำเลย เข้าฟังคำสั่งศาลในวันที่ 9 กันยายน เวลา 10.00 น. ด้วย

ต่อมา นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการไต่สวนว่า ในวันนี้เป็นการไต่สวนที่ทำให้มีความสมบูรณ์ในหลายส่วนมากขึ้น จากการไต่สวนช่วงแรกที่เป็นหน่วยงานราชการและแพทยสภา ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องที่ตัวแทนจากแพทยสภา ไม่ใช่ผู้ที่ทำการรักษาตัวนายทักษิณโดยตรง ดุลพินิจต่างๆ จึงเป็นไปตามข้อบังคับของแพทย์อยู่แล้ว ซึ่งในวันนี้การที่ศาลออกหมายเรียกนายวิษณุเข้ามาไต่สวน จึงได้ความชัดเจนถึงกระบวนการเตรียมการหลังจากการกลับมาจากต่างประเทศของนายทักษิณ เนื่องจากเป็นบุคคลสำคัญ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกฯ

นายวิญญัติกล่าวอีกว่า นายวิษณุก็ยังยืนยันว่าไม่มีการเตรียมการที่จะส่งตัวนายทักษิณออกไปรักษาภายนอกอยู่แล้ว แต่การที่ส่งตัวออกไปเป็นเรื่องกะทันหัน จึงต้องส่งตัวออกไปรักษายังโรงพยาภายนอก แม้นายทักษิณจะเลือกรักษายังโรงพยาบาลเอกชน แต่ก็ไม่สามารถทำได้

เมื่อถามว่า การไต่สวนพยานของจำเลยมีทั้งหมดกี่ปาก นายวิญญัติกล่าวว่า ในตอนแรกตนและทีมทนายความเตรียมพยานไว้ทั้งหมดหลายปาก แต่ก็คัดจนเหลือ 3 ปาก ซึ่ง 2 ใน 3 เป็นพยานที่ศาลต้องออกหมายเรียกแล้วคืออดีตแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจและแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจคนปัจจุบัน จึงเหลือพยานแค่ 1 ปากคือนายวิษณุที่เข้ามาเบิกความในวันนี้

เมื่อถามว่า การนำนายวิษณุเข้ามาเบิกความในวันนี้จะทำให้คดีมีผลดีขึ้นหรือไม่ นายวิญญัติกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีความเห็น เพราะไม่อยากไปก้าวล่วงดุลพินิจของศาล

เมื่อถามว่า การออกหมายเรียกผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯเข้ามาฟังคำสั่งวันที่ 9 ก.ย.มีนัยอะไรสำคัญหรือไม่ นายวิญญัติกล่าวว่า ไม่มีนัยสำคัญอะไรแน่นอน เพราะเป็นเรื่องกระบวนการไต่สวนบังคับโทษอยู่แล้วคือกรมราชทัณฑ์ ซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำเป็นผู้เกี่ยวข้องเรื่องนี้ ศาลจึงออกหมายเรียกเพื่อให้เข้ามาฟังคำสั่งศาล

เมื่อถามว่า คดีนี้จะมีปรากฏการณ์อะไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตบ้าง นายวิญญัติกล่าวว่า ตั้งข้อสังเกตว่าการไต่สวนการบังคับโทษแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มาก่อน ถือว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนในสังคมจะต้องจับตามองการฟังคำสั่ง ต้องมาดูกันอีกครั้ง ตนและทีมทนายความก็ได้ยื่นหลักฐานความจริงไปต่อศาลทั้งหมดแล้ว

ขณะที่ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า วันนี้เป็นการไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้าย มีเรื่องที่ศาลสนใจคือเรื่องกฎหมายว่ากรมราชทัณฑ์ดำเนินการอย่างไรบ้างเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ซึ่งนายวิษณุเบิกความประเด็นที่มีการปรึกษาหารือในการรับตัวนายทักษิณกลับมารับโทษที่เมืองไทยกับปลัดกระทรวงยุติธรรมว่าถ้าหากนายทักษิณมีอาการป่วยจะต้องดูแลอย่างไร ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่านายทักษิณเป็นจำเลยในคดีทุจริต แต่กลับดูแลแบบนักโทษพิเศษ เหมือนเป็นบุคคลสำคัญได้อย่างไร

นายชาญชัยกล่าวว่า ที่ผ่านมาศาลให้โอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจงข้อเท็จจริง คดีนี้จะเป็นคดีตัวอย่างคดีประวัติศาสตร์ ซึ่งนายวิษณุเบิกความเสร็จแล้ว ทั้งหมดจะเป็นดุลพินิจของศาล ซึ่งนัดฟังคำสั่ง 9.ก.ย.นี้ หลังจากนั้นตนจะตรวจสอบประเด็นที่ตนได้ร้องต่อศาล 1.ป่วยจริงหรือไม่ 2.มีใครเกี่ยวข้องบ้าง 3.คำให้การทั้งหมดมีข้อเท็จจริงอย่างไร